Main Page New Topic Member Edit Profile New Member Register phuttawong.net

 IP 110.171.27.xx  |  อัพเดทล่าสุด: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา: 8:16:39 น. 
แจ้งลบข้อความนี้
มองดูไท่กว๋อตอนนี้ แล้วนึกคนๆนี้จัง.....
คุณอยู่ที่ >> หน้าหลักเว็บบอร์ด / มงคลพุทธวงศ์ / Detail ... Read 2235 , Reply 9
http://heroinesofhistory.wikispaces.com/Wu+Zetian
 A7456400-27(1)1(2).jpg
โดย : "เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 5 พฤศจิกายน 2556 เวลา: 6:53:12 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
http://www.youtube.com/watch?v=Is6rdVN7xTw (นาทีที่ 0.31.30 - 39.30)
 Wu6.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 5 พฤศจิกายน 2556 เวลา: 7:14:09 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"คิดอ่านทางเดียว ไม่มองรอบด้าน"
"หากไม่โหดเหี้ยมกับคนที่รู้จัก(ญาติมิตร,คนสนิทที่ทำผิด ประพฤติมิชอบ) ก็จะคุ้มครองราษฏรในแผ่นดินไม่ได้"
"การให้อภัยและการเมตตาที่รังแต่จะทำให้ราษฏรตกอยู่ในความทุกข์ยาก ถือเป็นความโหดเหี้ยมอย่างที่สุด"
 
อืมม์...น่าคิด น่าคิดจริงๆ...............
 555222(3)(3)(4)(10).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 6 พฤศจิกายน 2556 เวลา: 18:40:46 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
หวู่เจ๋อเทียนหรือบูเช็กเทียน เป็นฮองเฮาในถังเกาจงหลี่จื้อ มีชื่อว่า ‘เจ้า’ บิดาเป็นพ่อค้าไม้ ปลายราชวงศ์สุยได้มีการติดต่อกับหลี่ยวน ต่อมาเมื่อหลี่ยวนสถาปนาราชวงศ์ถัง ก็ติดตามมาตั้งรกรากที่นครฉางอัน เข้ารับราชการต่อมา

บูเช็กเทียนเกิดในปี ค.ศ 624 อายุ 14 ปีก็ได้รับการคัดเลือกเข้าวังเป็นนางสนมของถังไท่จง ซึ่งเป็นฮ่องเต้องค์ที่สองของราชวงค์ถัง และได้แสดงนิสัยที่กล้าหาญและเด็ดขาดตั้งแต่ต้น ๆ เวลานั้นถังไท่จงมีม้าดุตัวหนึ่ง ไม่มีใครสักคนสามารถขึ้นนั่งฝึกม้าตัวนี้ได้ บูเช็กเทียนก็บอกกับถังไท่จงว่า ตนเองสามารถปราบม้าตัวนี้ได้ แต่ต้องใช้แส้เหล็กและกริช จะใช้แส้เหล็กตีก่อน ถ้ามันไม่ยอม ก็จะตีหัวม้า ถ้ายังไม่ยอมอีก ก็จะเอากริชเชือดคอมัน ก็สิ้นเรื่องไป (เลี้ยงได้ก็เลี้ยง เลี้ยงไม่ได้ ก็ฆ่าทิ้ง ไม่เลี้ยงเอไว้ให้เปลืองหญ้าและน้ำให้เสียเวลา) ถังไท่จงฟังแล้วตกใจมาก รู้สึกกว่านางสนมที่เคร่งรัดถือตัวไม่ควรพูดจาแบบนี้ แต่มกุฏราชกูมารหลี่จื้อกลับติดใจและหลงรักบูเช็กเทียนที่มีอายุมากกว่าเขา 4 ปี (ตรงนี้ เข้าตำราเอาน้ำตาลมาใกล้มด ปลาย่างไว้ใกล้แมว นั่นแหละครับ)

หลังจากฮ่องเต้ถังไท่จงสวรรคตแล้ว บูเช็กเทียนต้องไปบวชตามข้อกำหนดของวัง (บ้างก็ว่าเพราะองค์ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องความสัมพันธ์กับพระโอรส  แต่ด้วยความเสน่หาจึงไม่ทรงสั่งประหาร  แต่ให้ไปบวชชีแทน) หลี่จือได้สืบพระราชสมบัติเป็นฮ่องเต้ถังเกาจง ฮ่องเต้หลี่จื้อไม่เคยลืมบูเช็กเทียนสักที ไม่นานต่อมาก็รับนางกลับเข้าวังอีก และตั้งเป็นพระนางสนมองค์ใหญ่ แต่บูเช็กเทียนยังไม่พอใจที่เป็นแต่นางสนม มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นพระมเหสีให้ได้ จึงคิดเล่ห์กลที่โหดร้ายขึ้น เวลานั้นพระมเหสีแซ่หวางไม่สามารถตั้งครรภ์คลอดลูกให้กับฮ่องเต้อถังเกาจง แต่นางก็ชอบเด็ก ๆ มาก มีวันหนึ่งพระมเหสีไปเยี่ยมบูเช็กเทียนที่เพิ่งคลอดลูกสาว พอมเหสีลากลับ บูเช็กเทียนก็หนีบคอฆ่าตายลูกสาวของตน แล้วเอาผ้าห่มคุมไว้ อีกสักครู่ ถังเกาจงมาเยี่ยมเด็ก พอเปิดผ้าห่มแล้วพบว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว รู้สึกตระหนกตกใจยิ่ง คิดว่ามเหสีหวางฆ่าเด็กคนนี้ ตั้งแต่นั้นมาจึงเกลียดชังมเหสีหวางมาก ต่อจากนั้น บูเช็กเทียนก็เล่นกลอีกหลายครั้ง สุดท้ายทำให้ถังเกาจงต้องยุบตำแหน่งมเหสีหวาง และแต่งตั้งบูเช็กเทียนขึ้นเป็นมเหสีแทน (ตรงนี้ มันก็เป็นเรื่องราวที่เล่ากันไปหมดเท่านั้นนะครับ โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่าพระนางบูเช็กเทียนจะทรงฆ่าพระธิดาที่แสนน่ารักหรอกครับ  แต่อาจเป็นไปได้ว่า  พระธิดาทรงสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุในการเลี้ยงดูมากกว่า  แล้วบูเช็กเทียนเลยถือโอกาสโละทิ้งซะเลย)

หลังจากถังเกาจงหลี่จื้อขึ้นครองราชย์ก็รับตัวบูเช็กเทียนเข้าวังมา ด้วยการสนับสนุนจากหวางฮองเฮาที่กำลังขัดแย้งกับสนมเซียว และต่างฝ่ายต่างคอยให้ร้ายกัน ต่อมาในปี 655 ถังเกาจงคิดจะปลดหวังฮองเฮา และตั้งบูเช็กเทียนขึ้นแทน แต่เสนาบดีเก่าแก่ ฉางซุนอู๋จี้และะฉู่ซุ่ยเหลียง แสดงท่าทีคัดค้าน ส่วนหลี่อี้ฝู่และสี่ว์จิ้งจงแสดงความเห็นคล้อยตาม ต่อมาเมื่อถังเกาจงปลดหวังฮองเฮา แต่งตั้งบูเช็กเทียนขึ้นเป็นฮองเฮาแทน ฉางซุนอู๋จี้ ฉู่ซุ่ยเหลียงและกลุ่มที่คัดค้านต่างทยอยถูกปลดจากตำแหน่ง บ้างถูกบีบคั้นให้ฆ่าตัวตาย (ไม่แน่ใจว่าพระนางทรงแต่งตั้ง คตส. มาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่)

 

ส่วนหวังฮองเฮาและสนมเซียวก็ไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมได้ ภายหลัง ถังเกาจงร่างกายอ่อนแอ ล้มป่วยด้วยโรครุมเร้า ไม่อาจดูแลราชกิจได้ บูฮองเฮาเข้าช่วยบริหารราชการแผ่นดิน จึงเริ่มกุมอำนาจในราชสำนัก สุดท้ายสามารถรวบอำนาจไว้ทั้งหมด

ปี 683 ถังเกาจงหลี่จื้อสิ้น รัชทายาท หลี่เสี่ยนโอรสองค์ที่สามของบูฮองเฮาขึ้นครองราชย์ต่อมา พระนามว่าถังจงจงปีถัดมา บูเช็กเทียนปลดถังจงจงแล้วตั้งเป็นหลูหลิงหวัง จากนั้นตั้งหลี่ตั้นราชโอรสองค์ที่สี่ขึ้นครองราชย์แทน พระนามว่าถังยุ่ยจงแต่ไม่นานก็ปลดจากบัลลังก์เช่นกัน

ระหว่างนี้ กลุ่มเชื้อพระวงศ์ตระกูลหลี่และขุนนางเก่า ที่ออกมาต่อต้านอำนาจของตระกูลบูล้วนถูกกำจัดกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหด ฐานอำนาจของกลุ่มตระกูลหลี่อ่อนโทรมลงอย่างมาก กระทั่งปี
690 บูเช็กเทียนประกาศเปลี่ยนราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์โจวหรือในประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า ราชวงศ์อู่โจว มีนครหลวงที่ลั่วหยาง ตั้งตนเป็นจักรพรรดินี ทรงอำนาจสูงสุด ด้วยวัย 67 ปี ถือเป็นจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน
 
พอบูเช็กเทียนได้ขึ้นครองราชบัลลังค็์แล้ว ก็สั่งข้าราชบริพารให้ประหารชีวิตผู้ที่คัดค้าน และประหารชีวิตเชื้อพระวงค์ของถัง รวมทั้งลูกของตนซึ่งเป็น ผู้ที่สืบพระราชสมบัติของราชวงค์ถังก็ไม่ยอมปล่อยให้รอดชีวิต จึงมีเหตุการณ์รบเกิดขึ้น ขุนนางซ่างกวนหยีและลั่วปินหวางของราชวงค์ถังตั้งใจจะฟื้นฟูราชวงค์ถัง และนำทหารกบฏขึ้นที่เมืองหยางโจว ขุนนางลั่วปินหวางได้แต่งบทความต่อต้านบูเช็กเทียนและติดประกาศไปทั่วประเทศ บูเช็กเทียนก็ได้เห็นบทความบทนี้ พออ่านถึงเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับฐานะครอบครัวอันต่ำด้วยของตน บูเช็กเทียนพยักหน้าและยิ้ม เมื่ออ่านจบลงก็ถามว่า ใครแต่งบทความนี้ ขุนนางตอบว่าคือลั่วปินหวางแต่งขึ้น บูเช็กเทียนกล่าวว่า บุคคลที่มีความสามารถสูง เขียนหนังสือได้ดีอย่างนี้ เหตุใดจึงไม่นำตัวมาช่วยราชการด้วยเรา จะให้เขาตกต่ำอยู่ในหมู่ชาวบ้านได้อย่างใด.????? ว่าแล้วบูเช็กเทียนก็สั่งให้นายพลนำทหาร 3 แสนนายไปโจมตีซ่างกวนหยีและประหารชีวิตนายซ่างกวนหยีกับนายลั่วปินหวางเสีย (ที่จริงถ้าซ่างกวนหยีรู้จักเจียมตัวสักหน่อย ก็คงรอดตาย แค่เปลี่ยนอาชีพไปกวนลูกหยีขายซะให้สมชื่อก็หมดเรื่อง)

แต่อีกด้านหนึ่ง บูเช็กเทียนก็ส่งเสริมการทำไร่ไถนา เผยแพร่ระบบสอบจอหงวน (แต่ก่อน ชาวบ้านสามัญไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการ ใช้แต่ระบบเส้นสายล้วนๆ ถังไท่จงฮ่องเต้ที่ว่าเป็นมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเคยคิดแก้ไขความอยุติธรรมดังว่านี้ แต่ก็ทนการต่อต้านจากข้าราชการผู้มีผลประโยชน์ไม่ได้  เลยต้องทิ้งแนวพระราชดำรินี้ให้เป็นหมันไป การสอบเข้ารับราชการ เพิ่งมีสมัยบูเช็กเทียนเป็นครั้งแรก โดยพระนางให้ใช้ท้องพระโรงเป็นที่สอบ และพระนางลงมาคุมการสอบด้วยพระองค์เองอีกต่างหากด้วย!!!!!!)ให้ตำแหน่งสูงแก่บุคคลที่มีความสามารถ ควบคุมเชื้อพระราชวงค์หรือผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับพระนางอย่างเข้มงวด(ญาติพี่น้องหรือแม้แต่พระโอรสของพระนางบูเช็กเทียนหากทำผิด ต้องถูกเช็คบิลลงโทษทั้งหมด ไม่มีการละเอาไว้เป็นตัวอย่างให้คนชั่วอ้างได้ว่า "ทีฮ่องเต้ยังให้อภิสิทธิ์แก่พระญาติพระวงศ์ที่ทำผิดไม่ต้องรับผิดได้  กรูก็ขอเจริญรอยตาม เว้นโทษตัวเองและโคตรเหง้าศักราชได้มั่งซี่"แน่ๆ)  ยกฐานะของสตรีให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
บูเช็กเทียนเป็นฮ่องเต้อยู่ 15 ปี แต่เวลาที่บริหารบ้านเมืองจริง ๆ เกือบ 50 ปี ภายใต้การปกครองของพระนาง ประเทศจีนมีความเข้มแข็ง สังคมสงบสุข ประชากรเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และได้ตีโต้กลับศัตรูที่มารุกรานหลายครั้ง ทำให้ราชวงค์ถังมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง (เป็นที่น่าสังเกตว่า พระนางทรงบริหารจัดการกองทัพและการทหารของประเทศชาติได้ดีเสียกว่าฮ่องเต้ชายอกสามศอกที่ทรงไม่ได้ทรงทำอะไรให้เป็นโล้เป็นพาย ทำเป็นแต่ยอมเฉือนดินแดนและยกสาวๆ ให้ไปเป็นนางบำรุงบำเรอแก่คนนอกด่านเท่านั้น)

เมื่อถึงปี 705 ขณะที่พระนางบูเช็กเทียนวัย 82 ปี ล้มป่วยลงด้วยชราภาพ เหล่าเสนาบดีที่นำโดยจางเจี่ยนจือก็ร่วมมือกันก่อการ โดยบีบให้บูเช็กเทียนสละราชย์ให้กับโอรสของพระองค์ ถังจงจงหลี่เสี่ยน ทั้งรื้อฟื้นราชวงศ์ถังกลับคืนมา ภายหลังเหตุการณ์ไม่นาน บูเช็กเทียนก็เสด็จกสวรรคต (เชื่อเหอะครับว่า ถ้าพระนางไม่ทรงมีพระพลานามัยที่ทรุดโทรมจนล้มป่วยละก็ การกระทำ คปค.ในครั้งนี้คงไม่ประสบผลสำเร็จเป็นแน่ หรือไม่ก็ไม่มีใครกล้าทำ)

บูเช็กเทียนมีพระชนมายุ 82 พรรษา หลังสวรรณคตแล้วฝังร่วมกับฮ่องเต้ถังเกาจง และได้ตั้งแท่นศิลาจารึกอยู่หน้าสุสาน แท่นศิลาจารึกนี้เป็นหินก้อนเดียว สูงเกือบ 10 เมตร กว้าง 2 เมตร มีการแกะสลักสวยงามประณีต แต่ไม่มีตัวอักษรสักคำ จึงลือชื่อในโลก คนรุ่งหลังมีความคิดเห็นหลายอย่าง บางคนเห็นว่าบูเช็กเทียนได้โค่นล้มระบอบอำนาจผู้ชายที่สืบทอดกันมาของจีน เธอรู้ว่าตนเองมีความผิดใหญ่มาก ไม่กล้าแต่งเนื้อหาที่สรรเสริญตน บางคนเห็นว่าสาเหตุคือบูเช็กเทียนร่วมฝังกับฮ่องเต้ถังเกาจง ไม่รู้จะใส่นามสกุลและชื่อราชวงค์ของตน อยู่หน้าหรือหลังนามสกุลของฮ่องเต้ถังเกาจงจึงจะเหมาะสม ก็เลยใช้ศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ แต่ผู้คนส่วนข้างมากเห็นว่า การที่บูเช็กเทียนตั้งศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษรไว้หน้าหลุมพระศพนั้นเป็นการกระทำที่ฉลาด เพราะรู้ว่าคนรุ่นหลังอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาต่อพระนางการแต่งประวัติบนศิลาจารึกไม่สามารถรวบรวมเรื่องราวอันหลากหลายชั่วชีวิตของตนได้ จึงตั้งศิลาจารึกที่ไม่มีตัวอักษร เพื่อให้คนรุ่นหลังวิจารณ์กันเอาเองแทน (นับว่าเป็นการกระทำที่ถ่อมพระองค์อย่างแท้จริง  โดยไม่ทรงลำเลิกถึงคุณงามความดีที่พระนางได้ทรงกระทำต่อแผ่นดิน หรืออ้างตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษอย่างคนในบางรัฐ แล้วเที่ยวบินฟรี และแน่นอนครับ ตรงข้ามกับคนบางคนที่พยายามสร้างภาพตัวเองว่าซื่อสัตย์  แต่แอบทำสิ่งเลวร้ายไว้สารพัด เช่น การกอดเกี่ยวตำแหน่งที่ตัวเองได้อย่างไม่ถูกต้องแบบกระต่ายขาเดียว การเอาผู้สืบสกุลไปเที่ยวเมืองนอกโดยใช้เงินหลวง)

 

ภายหลังรัชกาลของบูเช็กเทียน สภาพการเมืองภายในราชสำนักปั่นป่วนวุ่นวาย เนื่องจากถังจงจงอ่อนแอ อำนาจทั้งมวลตกอยู่ในมือของเหวยฮองเฮาที่คิดจะยิ่งใหญ่ได้เช่นเดียวกับบูเช็กเทียน เหวยฮองเฮาหาเหตุประหารรัชทายาท จากนั้นในปี 710 วางยาพิษสังหารถังจงจง โอรสองค์ที่สามของถังยุ่ยจง นามหลี่หลงจีภายใต้การสนับสนุนขององค์หญิงไท่ผิงชิงนำกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงสังหารเหวยฮองเฮาและพวก ภายหลังเหตุการณ์องค์หญิงไท่ผิงหนุนถังยุ่ยจงขึ้นครองราชย์ แต่งตั้งหลี่หลงจีเป็นรัชทายาท แต่แล้วองค์หญิงไท่ผิงพยายามเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เกิดขัดแย้งกับรัชทายาทหลี่หลงจี ปี 712 ถังยุ่ยจงสละราชย์ให้กับโอรส หลี่หลงจีเมื่อขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า ถังเสวียนจง สิ่งแรกที่กระทำคือกวาดล้างขุมกำลังขององค์หญิงไท่ผิง นำพาสันติสุขกลับคืนมาอีกครั้ง (สังเกตว่า ถังยุ่ยจงนี่ ยุ่ยสมชื่อทั้งคุณสมบัติส่วนตัวและการที่พระองค์ทรงทำให้ราชวงศ์ถังยุ่ยไปด้วย)

นี่แหละครับ คือเรื่องราวของพระนางผู้ครองแผ่นดินจีนตัวจริง  มีเรื่องเล่าว่าพระนางซูสีไทเฮาทรงพยายามสร้างภาพเอาอย่างบูเช็กเทียน  แต่ไม่สามารถปกครองแผ่นดินด้วยพระองค์เอง แต่ทรงว่าการหลังม่านบงการฮ่องเต้ แต่ทรงไม่เอาไหน สู้พระนางบูเช็กเทียนไม่ได้แบบบอลคนละดิวิชั่น  แต่ก็ด้วยสภาพสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศจีนด้วยแหละครับที่ผลักดันให้อาณาจักรจีนภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงของพวกแมนจูในเวลานั้น เละเทะยิ่งกว่าโจ๊ก ประกอบกับการรุกรานของพวกฝรั่งอั้งม้อที่อาศัยเทคโนโลยีเหนือกว่า กองทัพมีระบบระเบียบ และยุทธวิธีที่เหนือกว่า แผ่นดินจีนจึงถูกเฉือนครั้งแล้วครั้งเล่า  ผลจึงปรากฏเป็นแนวความคิดที่ตกผลึกในหมู่ชาวจีนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบันที่ว่า "ชอบบูเช็คเทียน แต่เกลียดซูสีไทเฮา" ด้วยประการฉะนี้แลฯ
 
                                                      ที่มา, โอเคเนชั่น
 wu3.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 9 พฤศจิกายน 2556 เวลา: 15:28:20 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 A7789926-65B.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2556 เวลา: 7:29:36 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
http://www.youtube.com/watch?v=OxN2MuVZ75g
 __1_~1(1)(2).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 25 ธันวาคม 2556 เวลา: 8:58:25 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                 หมายเหตุ , "ฮ่องเต้เว่ยเฉาเชา"ที่บูเช็กเทียนกล่าวถึงใน http://www.youtube.com/watch?v=Is6rdVN7xTw  (36.32 - 38.34) แท้จริงแล้ว ก็คือ "โจโฉ"   http://www.youtube.com/watch?v=6qEJJfFhBAo  (11.16 - 16.36)  ซึ่งชาวจีนยกย่องว่า เป็นสุดยอดนักปกครองที่เก่งฉกาจ (ในขณะที่คนแห่งแว่นแคว้นไท่กว๋อ กลับชอบ"เล่าปี่"ที่มืออ่อน นุ่มนิ่ม อ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจคนเก่ง แต่ไม่ปรีชาฉลาดเท่าที่ควร  ท้ายสุด ก็พากองทัพร้อยหมื่นที่ยกไปหมายจะแก้แค้นแทนเตียวหุย กวนอู ทั้งๆที่ขงเบ้งทัดทานอย่างสุดแรงจนโดนตีตลบหลังพินาศย่อยยับทั้งกองทัพและตัวเองก็ต้องตรอมใจตายในที่สุด) จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมบ้านเมืองแห่งไท่กว๋อจึงวุ่นวายไม่เลิกอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เสียที
 
 imagesCAC6LB6G.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2557 เวลา: 7:49:36 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
http://www.youtube.com/watch?v=TI6rLjCyET4
 20100828News02_Front.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา: 8:15:42 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

ประทับบาทรับรองบูเช็กเทียน

เมื่อครั้งที่พระนางอู่เจ๋อเทียน หรือบูเช็กเทียน ยุบราชวงศ์ถังตั้งราชวงศ์โจว ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้หญิงองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน เผชิญกับกระแสคลื่นใต้น้ำไม่น้อย แม้พระองค์จะมีบารมีล้นเหลือก็ตาม แต่พระนางฉลาดหลักแหลมไม่น้อย ไม่เพียงรู้จักช่วงใช้ผู้มีความสามารถ แต่ยังสามารถพลิกสัญญาณอันเป็นอวมงคลให้กลายเป็นศุภมงคล สร้างยุคทองให้แผ่นดินจีน

ในสมัยราชวงศ์ถัง แม้พุทธศาสนาจะรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนๆ ยังไม่สนับสนุนพุทธศาสนาเต็มที่เท่าพระนางบูเช็กเทียน ด้วยเจ้าแผ่นดินต้าถังทรงถือพระองค์ว่า ใช่แซ่ หลี่ รว่มสกุลแซ่เดียวกับ หลี่ตาน หรือ เหลาจื่อ ปรมาจารย์แห่งศาสนาเต๋า จึงสนับสนุนทั้งศาสนาเต๋าและพุทธควบคู่กันไป แม้แต่ในยุคของพระถังซำจั๋งท่านยังต้องต้านทานอิทธิพลของฝ่ายเต๋าอยู่ไม่น้อย

ครั้นถึงยุคของพระนางบูเช็กเทียน สิ่งแรกๆ ที่พระนางทำคือ จัดพุทธพิธียิ่งใหญ่รับการครองแผ่นดิน ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน

เมื่อครั้งที่พระนางบูเช็กเทียนเสวยราชย์เป็นฮ่องเต้หญิงองค์แรกของแผ่นดินเมื่อปี 689 ในปีเดียวกันยังทรงสถาปนาราชวงศ์โจว แทนที่ราชวงศ์ถัง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมหามงคลฤกษ์ พระนางจึงอาราธนาพระฝ่าจั้ง ซึ่งเป็นบูรพาจารย์ของนิกายฮวาเหยียน มาแสดงพระธรรมเทศนาอวตังสกสูตรแก่พุทธบริษัทหลายพันคน นับเป็นมหาสันนิบาติที่มหึมายิ่ง

อวตังสกสูตรยังมีควายาวถึง 80 ผูก วันหนึ่งสวดสาธยายได้เพียง 10 ผูกก็มากแล้ว หากจะสาธยายจนครบต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 วันจึงจะจบ ในครั้งนั้นพระเถระไม่เพียงสาธยาย ยังต้องให้อรรถาธิบายอีก นับเป็นการแสดงธรรมรับราชวงศ์ใหม่ที่ยาวนานมาก และสำคัญไม่น้อยไปกว่าพิธีหลวง

นอกจากนี้ ยังถือกันว่าอวตังสกสูตรเป็นยอดแห่งพระสูตร เป็นหัวใจของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องทรงประกาศอวตังสกสูตร ดังนั้นการแสดงพระธรรมเทศนารับการครองราชย์ และแสดงธรรมจากพระสูตรนี้่จึงมีความนัยว่า พระนางบูเช็กเทียนประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะอย่างเต็มที่ไม่มีแบ่งใจให้อย่างอื่น

การประกาศศรัทธาของพระนางนับว่าไม่ขาดทุนเลย เพราะในกาลต่อมาปี 700 พระฝ่าจั้ง ได้แสดงอวตังสกสูตรแก่มหาสันนิบาตอีกครั้ง คราวนี้ จัดขึ้น ณ เมืองลั่วหยาง

ขณะแสดงพระสูตรนั้น หอแสดงธรรมเกิดสั่นสะท้าน แผ่นดินในพระอารามสั่นสะเทือน พระนางบูเช็กเทียนเกิดปีติโสมนัสยิ่ง ตรัสว่า

"ด้วยเหตุที่อาจารยเผยแผ่วิชชาธรรมอันลึกซึ้งไพศาล ไขความรู้แจ้งแก่คำสอนอันลี้ลับและยากจะเข้าถึง ในวันแรกแห่งการแปลพระสูตรนี้ เราได้มีนิมิตฝันไปว่า เกิดหยาดน้ำค้างหวานหยาดรินลงมาเป็นศุภมงคล ครั้นมีการแสดงธรรมยามเช้าก็เกิดแผ่นดินไหวเป็นสัญญาณอัศจรรย์อีก นี่คงเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าศรีอารยเมตไตรย ทรงประทับพระบาทยังมณฑลนี้เพื่อแสดงสัญญาณอันเป็นมงคล"

แต่เดิมนั้น ตามคติจีนโบราณแผ่นดินไหวเป็นลางอวมงคล แต่พระนางบูเช็กเทียนกับตีความแบบพุทธแสดงถึงศุภมงคล ช่วยยับยั่้งความตื่นกลัวของมหาชน และปิดทางมิให้ฝ่ายต่อต้านใช้ลางนี้ต่อต้านพระนางได้

พระนางยังฉลาดในการอุปมายิ่งนัก ถึงกับเทียบว่า "แผ่นดินไหวคือการประทับพระบาทรับรองจากพระโพธิสัตว์" สกัดพวกคิดต่อต้านคสช.เอ๊ยการปฏิวัติที่คิดใช้เหตุที่โบราณถือเป็นอวมงคลมาโค่นล้มพระนางเสียแต่ต้นมือได้ในฉับพลัน..!!!!!!!!!!!!!!!!!!^^

"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา: 8:20:16 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
พุทธาวตังสกะ มหาไวปุลยสูตร ( Da Fang Guang Fo Hua Yan Jing ) มีชื่อในภาษา อังกฤษว่า The Flower Garland Sutra หรือ The Great and Vast Buddha Garland Sutra เป็นพระสูตรว่าด้วยศูนยตาภาวะ ( สุญญตา ) ที่มีจุดประสงค์มุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาได้ละวางความแตกต่างระหว่างกันและความมีอยู่ของกันและกัน ให้เข้าถึงสภาวะที่เรียกว่า เอกภาพ หรือ ตถตา หรือก็คือสิ่งสากลชนิดหนึ่งของสรรพสิ่ง ว่ามีลักษณะร่วมบางอย่าง ( มูลฐาน ) ที่เหมือนกัน โดยได้แสดงตามหลักปัจยาการที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ซึ่งให้ความหมายว่าประดุจอินทรชาละ หรือตาข่ายของพระอินทร์ที่ถักทอร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ด้วยแก้วรัตนมณีจำนวนมหาศาลที่สาดแสงส่องประกายถึงกันตลอดทั้งหมดด้วย เหลี่ยมมุมบ้าง ความกลมมนบ้าง เหมือนกับหลักธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน สะท้อนถึงกัน เพราะมีสภาวะเดิมแท้ที่ว่างเปล่า คือการยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เหมือนกัน จึงไม่มีอุปสรรคแก่กัน ซึ่งท่านจะได้พบความพิศดาร อัศจรรย์และคัมภีรภาพได้ต่อไปนี้ โดยขอให้ท่านได้กระทำจิตตนให้เหมือนอากาศธาตุที่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้สี กลิ่น รส ปราศจากความสูงต่ำ และปราศจากสิ่งกีดขวาง อันเป็นคุณสมบัติของอากาศที่สามารถแทรกซึมไปในทุกอณู ของสรรพสิ่งและในทุกสถานที่เสียก่อน แล้วจึงเปิดใจศึกษาพระธรรมที่ไร้สภาวะนี้ อัน พระสูตรนี้มีความหมายตามภาษาจีนว่า

Da / มหา = ความยิ่งใหญ่ของพระธรรมสูตรหรืออรรถธรรมนี้ อันสามารถนำไปสู่พระ มหาปรินิรวาณ แบ่งเป็น

๑ ) วิสัยอันเป็นมหา คือ ๑.๑ ได้ยึดมั่นในผลวิสัยอันเป็นมหา และ ๑.๒ เที่ยงในผลวิสัยอันเป็นมหา
๒ ) มีหทัยอันเป็นมหา
๓ ) มีจริยาอันเป็นมหา ดังเช่น จูลวรรคที่พระสุธนกุมารออกเดินทางเพื่อแสวงหาโมกขธรรม
๔ ) ธำรงฐานะอันเป็นมหาทั้งห้าประการ มี ๔.๑ ฐานะที่มีมหาศาล ๔.๒ ฐานะที่มีมหาวิภาค
รู้จำแนกธรรมอย่างไพบูลย์ ๔.๓ ฐานะที่มีมหาปณิธาน ๔.๕ ฐานะที่มีมหาบรรลุ
๕ ) ได้บรรลุความเป็นมหา
๖ ) มีเหตุอันเป็นมหา
๗ ) มีผลอันเป็นมหา ดังเช่นอจินไตยจุลวรรค
๘ ) มีสัญฐานอันเป็นมหา
๙ ) มีประโยชน์อันเป็นมหา
o ) มีความเป็นธรรมอันเป็นมหา แบ่งได้เป็นอีกสามประการมี ๑o.๑ การสั่งสอนอันเป็นมหา
ดังเช่นในแต่ละประโยคล้วนแสดงถึงธรรมธาตุทั้งปวงในทศทิศ o.๒ มีอรรถอันเป็นมหา
o.๓ มีกิจกรรมอันเป็นมหา กล่าวคือในอณูหนึ่ง ๆ ยังได้แสดงถึงสรรพสิ่งอันความเป็นมหา
โดยอรรถทั้งสิบประการนี้ได้รวบรวมไว้ซึ่งธรรมธาตุแล้ว


Fang / ตำรา , วิธี , แบบแผน = มีสามนัยยะ ดังนี้ ๑ ) เป็นแบบแผนอันถูกต้อง มันจะยังให้ ออกจากมิจฉาทิฐิตามนัยยะแห่งความเป็นมหาทั้งสิบประการข้างต้น ๒ ) เป็นตำราแห่งพระธรรม ๓) เป็นวิธีแห่งแพทย์ คือนำคุณแห่งอรรถทั้งสิบข้างต้นมาเยียวยาทุรโรคาทั้งปวง


Guang / ไวปูลย = ความไพบูลย์ กว้างขวาง มีสองนัยยะ ดังนี้ ๑ ) แผ่ซ่านไปทั่วในสถานะ( เทศะ) ทั้งหลาย ดังเช่น ในธรรมประการหนึ่งก็ได้ครอบคลุมถึงสรรพสิ่งในโลกธาตุจำนวนไม่มีประมาณ ๒ ) ครอบคลุมถึงช่วงเวลา ( กาละ) ทั้งปวง เช่นว่า ในตรีกาลล้วนระลึกแจ้งในขณะเดียว แลด้วย นัยยะอีกสองประการว่า ประดุจอินทะชาละ หรือ ตาข่ายของพระอินทร์ที่ถักทอด้วยรัตนะแวววาว อันประกายแสงถึงกันเป็นระยะ ๆ จนทั้ว คือ ๒.๑ แม้นว่าเอกภพก็สงเคราะห์รวบรวมไว้ซึ่งสรรพสิ่ง เรียกว่าเป็น " มหา " ๒.๒ หากความเป็นหนึ่งแผ่ซ่านไปสู่สรรพสิ่งทั้งปวง เรียกว่า " ไวปุลย "

Fo / พุทธ แสดงถึงความสมบูรณ์ในพระโพธิญาณ มีนัยยะ คือ สามารถลุถึงมนุษย์ได้ หรือ วิสัย แห่งการรู้แจ้ง หมายถึง การได้รู้แจ้งในปัญญาญาณ

Hua / คัณฑะ = ดอกไม้ เป็นการเปรียบเทียบถึงจริยาทั้งปวง ว่าเป็นดั่งกลีบมาลา ( บางแห่งว่า พวงดอกไม้ที่ร้อยเรียงไว้ด้วยกัน ) ที่แม้จะต่างกลีบ / ดอก แต่คือดอก / พวงเดียวกัน มีสามนัยยะ ดังนี้ ) มีอรรถอันวิเศษงดงาม ๒ ) มีอรรถอันให้ผลรับรู้ได้แก่ใจ ๓ ) มีอรรถอับตบแต่งไว้ยิ่ง แล้ว กล่าวว่า พระสูตรนี้มีอรรถที่ยังให้สรรพกุศลอันประเสริฐเลิศเลอแห่งจริยาของพระโพธิสัตว์ ทั้งปวงได้บังเกิดอุปมาดั่งมาลีผลิดอกงดงาม
 
Yan / วยูหะ = อุปมาเป็นเครื่องตบแต่งกายให้อลังการ กล่าวว่าทั้งหมื่นจริยานั่นดุจมาลีไว้ประดับ ในสัตยภาวะ ด้วยในหลักการและเหตุผลจึงได้ปรับปรุงเป็นหลากประการ หรือว่า อันสัตยภาวะ ก็เป็นดังมาลีไว้ประดับ เพื่อความอลังการแห่งการบำเพ็ญจริยาทั้งปวงเช่นกัน ด้วยจริยาทั้งปวง ที่เกิดแต่หลักการและเหตุผลนี้ จึงกล่าวได้ว่า มิมีสิ่งใดที่หลั่งไหลจากกายคือธรรมนี้ และมิมี สิ่งใดที่ได้หวนสู่กายคือธรรมนี้ด้วย กล่าวคือเป็นการปฏิเสธมติทั้งสองประการ ถือเป็นศูนยตา คือไร้ซึ่งการเกิดและดับจากสิ่งหนึ่งสู่สิ่งหนึ่ง จึงเรียกว่า มาลีอันเป็นเครื่องประดับแห่งพระพุทธะ

Jing / สูตร = เป็นการเรียกขานหนังสือที่ให้ความเคารพ เช่น คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ หรือปกรณ์โบราณ ของจีน เช่น คัมภีร์เต๋า ในที่นี้รวมถึงตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งหมด
กล่าวความหมายโดยรวมคือ " พระสูตรที่แสดงถึงความสมบูรณ์ในจริยาแห่งพระโพธิญาณ ( การรู้แจ้ง ) อันประดุจพวงมาลาที่ตบแต่งไว้อลังการ ด้วยการกล่าวขยายความอย่างไพบูลย์และยิ่งใหญ่ "
http://www.mahaparamita.com/PDF/01/008.pdf 
พีชและสังขารมีธรรมชาติที่โยงใยถึงกันและทะลุทะลวงถึงกัน
หนึ่งเกิดจากทั้งหมด และ ทั้งหมดเกิดจากหนึ่ง

จากคำนำได้เอ่ยไว้แล้ว ท่านอสังคะกับวสุพันธุ์เริ่มนิกายวิญญาณวาทในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๔ ตอนนั้นคำสอนของ อวตัม(ง)สกสูตร ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบคำสอนในทางจิตวิทยาของพุทธศาสนา ซึ่งเนื้อหามาจากพระอภิธรรม
จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ แล้วที่ท่านพระถังซำจั๋งได้นำเอานิกายวิญญาณวาทไปเมืองจีน แม้กระ นั้น อวตัมสกสูตร ก็ยังไม่เข้าสู่นิกายนั้น

ท่านฟาซัง(ฟาจั้ง) ( ค.ศ. ๖๔๓-๗๑๒ ) เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ ๓ ของนิกายอวตัมสกะในเมือง จีนและท่านเป็นคนแรกที่นำเอาข้อความจาก อวตัมสกสูตร เข้ามาสู่ระบบจิตวิทยาอย่างพุทธ ดังนั้นท่านเขียนอรรถาธิบายไว้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ( Notes on the Mystical in the Avatamsaka Sutra )

คาถาต้นบทนี้เอ่ยถึงคำสอนในเรื่องที่โยงใยถึงกัน และทะลุทะลวงถึงกัน ดังปรากฎความอยู่ใน อวตัมสกสูตร

อวตัมสกสูตร นับได้ว่าเป็นต้นตอที่มาจากภาพลักษณ์ในเรื่องตาข่ายของพระอินทร์


ตาข่ายที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตาข่ายของพระอินทร์กว้างใหญ่ไพศาล แต่ละ ช่วงของตาข่ายในจักรวาลมีมณีรัตนะต่าง ๆ ทุกครั้งที่ตาข่ายทอดไปถึง

มณีรัตนะเรือนโกฏิผูกติดอยู่กับตาข่าย และแต่ละมณีรัตนะก็เจียรไนออกไปอย่างต่าง ๆ กัน เวลา มองไปยังด้านใดด้านหนึ่งของมณีรัตนะดวงใดก็จะเห็นมณีรัตนะทุก ๆ ดวงอยู่ในนั้น ดังความใน อวตัมสกสูตร มีว่า ในตาข่ายของพระอินทร์นั้น หนึ่งอยู่ในทั้งหมดและทั้งหมดอยู่ในหนึ่ง

นักคิดชั้นนำชาวพุทธนำเอาภาพลักษณ์อันวิเศษนี้มาใช้เพื่ออธิบายในเรื่องโยงใยถึงกันและทะลุ ทะลวงถึงกัน

ตามความคิดอย่างธรรมดา ๆ แบบแยกแยะของเรา เราเห็นกาน้ำชาเป็นหนึ่งหน่วย เป็นวัตถุ โดด ๆ แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปอย่างเพียงพอก็จะเห็นว่ากาน้ำชาประกอบด้วยธรรมะอันมาก หลาย กล่าวคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กาละ เทศะ ฯลฯ และเราจะพิจารณาจนเห็นได้ว่าจักรวาลทั้งหมด รวมลงมาอยู่ในกาน้ำชานี้ นี้แลคืออิทัปปัจจยตาของความเป็นกาน้ำ

ดอกไม้ดอกหนึ่งก็ประกอบไปด้วยธาตุอื่น ๆ นอกเหนือดอกไม้ดอกนั้น เช่น เมฆ พื้นดิน และแสง แดด ถ้าไม่มีเมฆไม่มีพื้นดินจะมีดอกไม้ได้อย่างไร นี้แลคือการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน คือหนึ่งขึ้น กับทั้งหมด และทั้งหมดเป็นไปได้ก็มาจากหนึ่ง

เราจะเห็นได้ถึงธรรมชาติของการโยงใยถึงกันและทะลุทะลวงถึงกันในทุก ๆ พีชและในทุกๆ สังขาร

การทะลุทะลวงถึงกันหมายความว่าทั้งหมดคือหนึ่ง ดอกไม้ไม่อาจดำรงอยู่ได้โดด ๆ หากต้องโยง ใยกับทุกอย่าง ธรรมทั้งหมดเป็นเช่นนั้น

เดวิด บอร์มซึ่งเป็นนักนิวเคลียฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เสนอศัพท์ทางวิชาการขึ้น ๒ คำคือ explicate order(ระเบียบแบบแผนที่อธิบายได้ ) กับ implicate order (ระเบียบแบบแผน ที่ทราบโดยนัยเท่านั้น )ซึ่งใกล้เคียงกับศัพท์ทางพุทธศาสนาในเรื่องสมมติสัจกับปรมัตถสัจ

ในทางที่อธิบายได้ แต่ละอย่างมีขึ้นนอกเหนือไปจากอย่างอื่น ๆ ช้างอยู่นอกกุหลาบ โต๊ะอยู่นอก ป่า เธออยู่นอกจากฉัน ฯลฯ ระเบียบแบบแผนที่อธิบายได้ คือสิ่งซึ่งเรามองเห็นโดยได้มองให้ลึก ลงไป แต่บอร์มก็ค้นพบด้วยว่าถ้าเรามองลึกลงไปยังธรรมชาติของทุกสิ่งที่เขาเรียกว่าอนุภาคพื้น ฐาน(elementatypartical ) ก็จะเห็นได้ว่าอนุภาคหนึ่งเกิดขึ้นโดยอนุภาคอื่น ๆ

มติในชีวิตประจำวันของเราเอามาใช้ได้กับสิ่งซึ่งเล็กน้อยอย่างหาที่สุดมิได้
ในอนุภาคหนึ่งซึ่งเรารับรู้ได้ว่ามีอนุภาคอื่น ๆ ปรากฎอยู่ด้วยและเมื่อมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติ ของอนุภาคหนึ่งก็จะช่วยให้เราเข้าถึงระเบียบแบบแผนที่เข้าได้โดยนัยเท่านั้น กล่าวคือ มีทุกอย่าง อยู่ในทุก ๆ อย่าง

นี่คือคำสอนของ อวตัมสกสูตร

ระเบียบแบบแผนที่เราทราบได้เพียงนัยนั้นเหมือนกับปรมัตถมิติ และระเบียบแบบแผนที่อธิบาย ได้ก็เทียบได้กับสมมติสัจแห่งสังสารวัฏที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดและตาย เริ่มต้นและถึงที่สุด นี่และ นั่น เป็นไม่เป็น แต่ในทางปรมัตถ์นั้น ไม่อาจสามารถอธิบายได้ด้วยถ้อยคำหรือความคิดเพราะ ถ้อยคำและความคิดมีธรรมชาติไปในทางที่ตัดสัจภาวะออกเป็นเสี่ยง 

พร้อมกันนั้นก็พึงตราไว้ว่าการศึกษาพุทธศาสนา และการเจรจากับคนอื่น ๆ เราต้องใช้ถ้อยคำ ความคิด และคำนิยามต่าง ๆ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เราต้องเอาสิ่งสมมติต่าง ๆ นั้นออกให้หมด เพื่อเข้าถึงสัจภาวะที่แท้

ถ้อยคำอย่างเช่น เหมือนกัน ต่างกัน สมุหภาพ ปัจเจกภาพ ล้วนเป็นแต่ละขั้นบันได เราต้องไต่ขึ้น ไปทีละขั้น แต่อย่าไปหลงในพลความนั้น 

ถ้าเราหลงในถ้อยคำ ความคิด หรือพลความต่าง ๆ เสียแล้ว เราจะขึ้นไม่ถึงมิติแห่งความเป็นปรมัตถ์

ใช้คำสอนเรื่องทะลุทะลวงเข้าไปตามที่ปรากฎใน อวตัมสกสูตร เราอาจไขประแจประตูไปสู่สัจภาวะ ได้โดยทิ้งถ้อยคำที่ผูกเราให้ติดไว้ในโลก

ความคิดต่าง ๆ ที่เรามานิยามสัจภาวะจำต้องปลาสนาการไป เรารู้ว่าเรามีปอดไว้สำหรับหายใจ เข้าและออก แต่เมื่อเรามองให้ลึกลงไป เราก็จะเห็นว่าในปอดเรานั้นมีภูเขาต่าง ๆ และป่าต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย ถ้าปราศจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเราจะหายใจเข้าออกได้อย่างไร

เรามีหัวใจที่ใช้งานได้ดี และเราก็รู้ว่าถ้าหัวใจไม่ทำงาน เราก็ย่อมจักไม่มีชีวิตอีกต่อไป แต่เมื่อมอง ให้ลึกลงไปก็จะเห็นได้ว่าพระอาทิตย์ก็คือหัวใจที่สองของเรา ถ้าพระอาทิตย์หยุดทำงาน เราก็จะ ตายภายในทันที ดุจดังหัวใจหยุดทำงานด้วยเช่นกัน เราเห็นว่าร่างกายของเราคือร่างกายของ จักรวาล และจักรวาลคือร่างกายของเรา

เรารู้ได้อย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อเราเห็นมิติต่าง ๆ ทั้งภายในภายนอกทั้งตัวเราและผู้อื่น
เวลาเรามองตามสายตาของ อวตัมสกสูตร เราก็จะเห็นสกลจักรวาลและ สรรพธรรมในตาข่าย ของพระอินทร์ พลันเราก็จะเข้าใจว่าแนวคิดในรื่องหนึ่งกับหลาย ไปกับมา สมุหภาพและปัจเจก ภาพ บนกับล่าง รวมถึงเป็นกับไม่เป็น ฯลฯ ว่าเอามาใช้กับปรมัตถสัจไม่ได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า " นี่มี เพราะนั่นมี " นับว่าเป็นคำสอนที่เรียบง่ายและลึกซึ้ง หมายความว่าทุกสิ่งโยงใยไปยังทุก ๆ สิ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะทุกอย่างอื่น ๆ เข้ามารวมอยู่ด้วย
แสงแดดทะลุทะลวงมายังพืชผัก พืชผักทะลุทะลวงไปยังสัตว์ และทะลุทะลวงไปยังกันและกันในหนึ่ง เราเห็นทั้งหมด ในทั้งหมด เราเห็นหนึ่ง เวลาเราสัมผัสหนึ่ง เราสัมผัสทั้งหมด เวลาเราสัมผัสทั้งหมด เราสัมผัสหนึ่ง นี้แลคือคำสอนของ อวตัมสกสูตร นับเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งที่สุดของพระพุทธศาสนาในเรื่องการ โยงใยถึงกันและกัน

ปราชญ์หลายท่านได้กล่าวว่า ความคิดฝ่ายพุทธะได้ถึงจุดสูงสุดในนิกายอวตังสก ซึ่งยึดพระสูตรชื่อเดียวกันเป็นหลัก พระสูตรนี้ถือกันว่าเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาแบบมหายาน และได้รับการยกย่องจากสึซึกิด้วยคำพูดซึ่งแสดงถึงแสดงถึงศรัทราอย่างแรงกล้าว่า
“อวตังสกสูตรนับเป็นสุดยอดแห่งความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์แบบพุทธ สำหรับใจข้าพเจ้า นั้นไม่มีคัมภีร์ศาสนาเล่มใดที่เข้าถึงความยิ่งใหญ่ของความคิดความลึกซึ้งแห่งอารมณ์ และความมโหฬารแห่งองค์ประกอบ ได้เท่ากับพระสูตรนี้ เป็นน้ำพุแห่งชีวิตซึ่งพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่มีจิตใจซึ่งแสวงหาธรรมดวงใดเมื่อได้ดื่มน้ำพุนี้แล้ว จะกลับกระหายหรือพึงพอใจเล็กน้อย”

             พระสูตรนี้ได้เป็นแรงเร้าที่สำคัญต่อชาวจีนและญี่ปุ่น ในเมื่อพุทธศาสนาแบบมหายานได้แพร่ไปทั่วเอเชีย ความแตกต่างระหว่างชาวจีนและญี่ปุ่นกับชาวอินเดียมีมาก จนกล่าวกันว่าทั้งสองฝ่ายเปรียบได้กับสองด้านซึ่งแตกต่างกันในจิตใจมนุษย์ ในขณะที่ชาวจีนและญี่ปุ่นมีจิตใจที่เป็นนักปฏิบัติ เอาจริงเอาจังและถูกหล่อหลอมโดยสังคม ชาวอินเดียกลับมีจิตใจที่เต็มไปด้วยจินตนาการสนใจในอภิปรัชญา และเรื่องลึกซึ้งพ้นวิสัยสามัญ เมื่อนักปรัชญาจีนและญี่ป่นเริ่มแปลและตีความอวตังสกสูตร ซึ่งเป็นคำภีร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ประพันธ์ขึ้นโดยอัจฉริยะทางธรรมชาวอินเดีย ซึ่งสองด้านของจิตใจได้หล่อหลอมรวมกันเป็นเอกภาพซึ่งมีลักษณะเป็นพลวัตอันใหม่ กลายเป็น

ปรัชญา ฮัว-เอี้ยน ในจีน และปรัชญา คีกอน ในญี่ปุ่น ซึ่งสึซึกิ ถือว่าเป็น “จุดยอดของความคิดแบบพุทธซึ่งได้รับการพัฒนามาในตะวันออกไกลในระยะเวลาสองพันปีที่ผ่านมา”

             แก่นกลางของพระสูตรนี้คือ เอกภาพและความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ ความคิดนี้มิใช่เป็นแก่นแท้ของโลกทัศน์แบบตะวันออกเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานอันหนึ่งของโลกทัศน์ซึ่งพัฒนามาจากฟิสิกส์สมัยใหม่ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อวตังสกสูตรอันเป็นคัมภีร์โบราณเล่มนี้ เสนอแนวคิดซึ่งคู่ขนานไปกับแบบจำลองและทฤษฎีของวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่

                                                                    นำมาจากเต๋าแห่งฟิสิกส์ ของ ฟริตจอฟ  คาปรา   คุณวเนช แปล

"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]


ข้อความที่ปรากฎ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ทุกความคิดเห็น
ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ และถ้าพบเห็นข้อความใดที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย
กรุณาแจ้งมาที่ Contact Us เพื่อให้ทีมงานได้ทราบ และดำเนินการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป