Main Page New Topic Member Edit Profile New Member Register phuttawong.net

 IP 183.89.207.xxx  |  อัพเดทล่าสุด: 8 พฤษภาคม 2557 เวลา: 18:18:57 น. 
แจ้งลบข้อความนี้
จดหมายเหตุ พระพุทโธคลัง วัดสารนาถธรรมาราม รุ่นแรก
คุณอยู่ที่ >> หน้าหลักเว็บบอร์ด / จดหมายเหตุพุทธวงศ์ / Detail ... Read 45237 , Reply 83
ภายหลังจากที่ได้สงวนท่าที โดยเจรจาพาทีเกริ่นกล่าวเรื่องราวแห่งการสถาปนา พระพุทโธคลัง รุ่นแรกสุดแห่งประวัติศาสตร์ วัดสารนาถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง ในบางมุมบางแง่แต่พอสังเขป เหมือนยิงไม่หมดแม็คหรือทะลวงไส้ไม่สุดคมดาบอย่างน่าโมโห ก็ใช่ว่าจะตั้งใจให้การค้างคาใจตลอดไปแต่อย่างใดดอก

เพราะตั้งใจจะรอให้ขั้นตอนอันสำคัญที่สุด อันได้แก่พิธีพุทธชัยมังคลามหาธรรมธาตุอภิเษก พระพุทโธคลัง รุ่นแรกได้ผ่านพ้นสำเร็จไปในทุกขั้นตอนดังใจหมายก่อน  จึงค่อย"จัดเต็ม"ชุดใหญ่ต่อภายหลัง ก็คงจะไม่สายเกินไปเป็นแน่ 
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพื่อป้องกันเหตุที่มิได้คาดหมายจะมาตัดรอน ด้วยสรรพสิ่งวิเศษอันแรกสุดที่จะพึงบังเกิดขึ้นในโลกนั้น ย่อมจะต้องมีแรงเสียดทานไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งการณ์ก็ได้เป็นจริงดังคาดหมาย โดยแม้จะไม่ได้เกิดจากมนุษย์โดยตรง แต่ก็ได้มีเหตุนอกเหนือความควบคุมที่ไม่นึกไม่ฝันมาห้ามไว้อย่างเหนือความคาดความหมายเป็นที่สุดจนแทบจะเลิกล้มล่มจมลงไปเสียให้ได้

แต่ด้วยบุญบารมีของคุณพระและคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมเป็นที่ตั้ง ทุกสิ่งแม้จะยากยิ่งสักเพียงไหน ก็ได้ฝ่าฟันสรรพอุปสรรคันตรายจนผ่านพ้นสำเร็จไปจนได้ ชนิดที่ผู้ดำเนินการแทบจะลงไปแดดิ้นสิ้นชื่อจนแทบจะไม่เป็นสมประฤดีเลยทีเดียว..!!??!!

ก็ในบัดเดี๋ยวนี้ การพิธีพุทธชัยมังคลามหาธรรมธาตุอภิเษก พระพุทโธคลัง ทั้งปวงได้ลุล่วงสำเร็จไปดังมุ่งมาดปรารถนาอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งแล้ว ก็นับเป็นการสมควรแก่เวลาที่จะได้เปิดเผยถึงที่มาที่ไปและลำดับขั้นตอนในการดำเนินการอย่างละเอียดที่สุด เพื่อเป็นบันทึกความทรงจำแก่ผู้ที่มีวาสนาได้ที่สุดแห่งมงคลวัตถุประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้เวลารอมาเนิ่นนานกว่า 5 ทศวรรษเต็มๆในเร็ววันนี้ จะได้ตราตรึงอยู่ในจิตใจแห่งศรัทธา ด้วยรู้ซึ้งถึงคุณค่าอันไม่มีที่เปรียบ ซึ่งได้มาโดยยากอย่างยิ่งที่สุดสืบต่อไปตราบชั่วจิรกาลทีเดียว.....
 DSC02102.JPG1(3).gif
โดย : "เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 3 จาก 3 ]  <<หน้าแรก  <ย้อนกลับ   1   2  3  ถัดไป>  หน้าสุดท้าย>>
  IP : 27.130.149.xxx  |   เมื่อ: 3 มกราคม 2555 เวลา: 11:42:07 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 DSC02787_JPG1.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.149.xxx  |   เมื่อ: 3 มกราคม 2555 เวลา: 11:44:57 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
พ.ศ. 2494  คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมสร้าง"พระพุทโธน้อย" พระเครื่องยอดนิยมแห่งวงการขึ้นมาเป็นครั้งแรก
 
พ.ศ. 2554 เป็นปีที่พระพุทโธน้อยสร้างมาครบ 5 รอบ 60 ปีพอดี  "พระพุทโธคลัง" รุ่นแรกในบารมีแห่งคุณแม่บุญเรือนก็ได้อุบัติบังเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ในวัน,เดือน,ปีที่ลงตัวและเป็นมงคลฤกษ์อย่างยิ่ง เหมือนจับวาง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระพุทโธคลัง รุ่นแรกที่ได้อุบัติขึ้น จะไม่พึงรอดพ้นหรือไม่อยู่ในข่ายญาณธรรมธาตุแห่งคุณแม่บุญเรือนด้วยประการไรๆ ด้วยมีปาฏิหาริย์รองรับอย่างมากมาย สุดที่จะคณานับครั้งนับวาระให้ถูกถ้วนได้ ประหนึ่งคุณแม่บุญเรือนได้สำแดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารลงมาควบคุมในการจัดสร้างด้วยตนเองทุกขั้นตอนก็ไม่ปาน สมดังอมตวาจาที่คุณแม่เคยสั่งความเอาไว้ก่อนละสังขารว่า"ไม่ว่าแม่จะยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของแม่ก็จะยังคงเหมือนเดิมทุกประการ"แท้ทีเดียว
และเพื่ออนุวัตรตามคติดั้งเดิม พระพุทโธคลัง "พิมพ์จัมโบ้" อันมีขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นพระคะแนน"พิมพ์กรรมการ" ก็ได้มีการสถาปนาขึ้นมาเพื่อเป็นบุญญานุสรณ์ และเพื่อทดแทนพระพุทโธน้อย พิมพ์จัมโบ้ของเก่าที่สูงค่าราคาแพง เกินกว่าที่บุคคลทั่วไปทั้งหลายจักจรดติดได้เป็นประการสำคัญ
ส่วนจะ"ทดแทน"กันได้แค่ไหน เพียงไร และหรือไม่ หรือไม่อาจทดแทนกันได้เลย เพราะ"พระพุทโธน้อยก็คือพระพุทโธน้อย....พระพุทโธคลังก็คือพระพุทโธคลัง" เป็นคนละองค์คนละกรณียะคนละวาระคนละเจตจำนงคนละกาลโอกาส(รุ่นหนึ่งทำตอนมีกายสังขารอยู่ อีกรุ่นทำตอนกลายเป็นธรรมธาตุไปแล้ว) อันไม่อาจหักล้างหรือทดแทนซึ่งกันและกันได้ กาลเวลาในอนาคตจะเป็นตัวตัดสินชี้ขาดเองฯ 
 DSC083700(2).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.169.xxx  |   เมื่อ: 6 มกราคม 2555 เวลา: 21:53:52 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
พระพุทโธคลัง(องค์จริง)และพระเครื่อง,พิธีโสฬสมหาพรหม พ.ศ. 2499 อันเป็นมวลสารสร้างพระเครื่องพระบูชาพระพุทโธคลังจำลองรุ่นแรก
 DSC080311.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.30.xxx  |   เมื่อ: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 9:11:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                               รูปแบบพิมพ์ทรงพระพุทโธคลัง จำลอง วัดสารนาถธรรมาราม รุ่นแรก
 1.พระบูชาพระพุทโธคลัง หน้าตัก 7 นิ้ว สร้าง 120 องค์
 2.พระบูชาพระพุทโธคลัง หน้าตัก 5 นิ้ว 100 องค์ 
 3. พระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อเงิน สร้าง 3 องค์
 4.พระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อนวโลหะสุวรรณชมพูนุช (ชนวนล้วนแก่ทองคำ) ขัดเงา อุดผงใหญ่ สร้าง 42 องค์ 
 5.พระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อนวโลหะ ขัดเงา อุดผงน้อย สร้าง 108 องค์
 6.พระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อนวโลหะผิวกลับ สร้าง 365 องค์ 
 7.พระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อทองผสม สร้าง 893 องค์ 
 8.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์จัมโบ้ บล็อค A (ยอดแหลม) เนื้อเขียวเหนี่ยวทรัพย์ นำฤกษ์ สร้าง 156 องค์
 9.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์จัมโบ้ บล็อค A (ยอดแหลม) เนื้อก้นครกแก่ผง โรยทับทิมเสก 2499  สร้าง 180 องค์
 10.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์จัมโบ้ บล็อค A (ยอดแหลม) เนื้อก้นครกผสมผง สร้าง 2,000 องค์
 11.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์จัมโบ้ บล็อค B (ยอดมน) 5 สีๆละ 2,000 องค์
 12.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์กลาง สีเขียวนำฤกษ์ ประจุผงตะไบชนวนพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี พ.ศ. 2499  สร้างประมาณ 56 องค์ 
 13.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์กลาง ขอบกว้าง สีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ สร้างประมาณ 60,000 องค์
 14.พระผงพระพุทโธคลัง พิมพ์ตื้น(มีตัวหนังสือใต้ฐาน)สร้างประมาณ 10,000 องค์
 15.พระไม้แกะพระพุทโธคลัง(ขนาดห้อยคอ แกะจากไม้ลังที่คุณแม่บุญเรือนใส่พระพุทโธน้อยมาถวายพระมหารัชชมังคลาจารย์(เทศ นิเทสโก)เมื่อปีพ.ศ. 2494 และได้นำเข้าพิธีพ.ศ. 2499 และอื่นๆอีกหลายวาระ)สร้าง 56 องค์ 
 16.พระกริ่งพุทโธใหญ่ ไท้ซ่างหวงตี้(จักรพรรดิสูงสุด) เนื้อคันฉ่องราชวงศ์ถังแก่ชนวนพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี พ.ศ. 2499 ตอดโค้ดพิเศษ สร้าง 18 องค์ 
 17.พระกริ่งจีนใหญ่ พุทโธคลัง เนื้อนวโลหะอุดผงพระมงคลมหาลาภ,โสฬสมหาพรหม,ทรายทองนิโรธสมาบัติ คุณแม่บุญเรือน สร้าง 9 องค์ 
 18.พระกริ่งจีนใหญ่ พุทโธคลัง เนื้อชนวนพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี พ.ศ. 2499 อุดผพระมงคลมหาลาภ,โสฬสมหาพรหม,ทรายทองนิโรธสมาบัติ คุณแม่บุญเรือน สร้าง 18 องค์ 
 19.เหรียญพระพุทโธคลัง ลองพิมพ์ สร้าง 82 เหรียญ(เนื้อทองแดงล้วน) 
 20. พระพุทโธคลังไม้แกะ(ขนาดห้อยคอ) ประมาณ 56 องค์

                                                                                                         ชนวนโลหะสร้างพระกริ่งพระพุทโธคลัง เนื้อนวโลหะ

ในเมื่อได้ตั้งใจที่จะสรรสร้างพระพุทธปฏิมาพุทโธคลัง รุ่นแรกถวายไว้เป็นศักดิ์เป็นศรีฝากฝังในบวรพระพุทธศาสนาให้ดีที่สุดสมกับที่ศรัทธา เพื่อที่จะได้เป็นที่ไหว้สาสักการะและเป็นที่พึ่งพากราบขอพรบารมีแก่มหาชนทั้งหลายสืบต่อไปได้อย่างสนิทใจตราบชั่วกาลนาน จึงได้ตั้งใจสร้างและทุ่มเทชนวนมวลสารที่ดีที่สุดเพื่อการครั้งนี้อย่างไม่ต้องนับ อันประกอบด้วย ชนวนพระสำคัญแห่ง"พุทธวงศ์" ทั้งจากพระกริ่งพุทโธใหญ่ ไท้ซ่างหวงตี้(จักรพรรดิสูงสุด),พระกริ่ง อภิญญาใหญ่,พระกริ่ง จอมใจจักรพรรดิ,พระกริ่งใหญ่ บรมพุทธวงศ์,พระธรรมธาตุ ฯลฯ อันประกอบด้วยพระยันต์เก่าแก่ทับถมสืบเนื่องกันมามากกว่ามาก สุดที่จะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ อาทิเช่น   
 1.พระยันต์ 108 นะ 14  หลายชุด     รวมมากกว่า 500 แผ่น
2.พระยันต์ปถมัง                                         108 แผ่น
3.พระยันต์อิทธิเจ                                        108 แผ่น
4.พระยันต์มหาราช                                      108 แผ่น
5.พระยันต์ตรีนิสิงเห                                    108 แผ่น
6.พระยันต์สุกิตติมา                                     108 แผ่น
7.พระยันต์นารายณ์แปลงรูป                           108 แผ่น
8.พระยันต์ภควัมบดี                                     108 แผ่น
9.พระยันต์พระสีวลี                                      108 แผ่น
10.พระยันต์ประสูติของพระพุทธเจ้า ล้อมด้วยพระยันต์พิชัยสงคราม ทองคำ 1 แผ่น เงิน 1 แผ่น
11.พระยันต์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ล้อมด้วยพระยันต์พิชัยสงคราม ทองคำ 1 แผ่น เงิน 1 แผ่น
12.พระยันต์จักรพรรดิตราธิราช ทองคำหนัก 2 บาท 1 แผ่น
13.พระยันต์มหาราช ทองคำหนัก 2 บาท 1 แผ่น
14.พระยันต์ทองคำพระคาถาชินบัญชร ทองคำหนัก 6 บาท 1 แผ่น
15.พระยันต์มหาปรารถนา ทองคำหนัก 2 บาท 1 แผ่น
16.พระยันต์มหานิยมใหญ่ ทองคำหนัก 2 บาท 1 แผ่น
17.พระยันต์มหาจักรพรรดิตราธิราช
18.พระยันต์โสฬสมงคล
19.พระยันต์โสฬสมหามงคล
20.พระยันต์อริยสัจโสฬสมงคล
21.พระยันต์อิติปิโสเกราะเพชร
22.พระยันต์สุกิตติมา ตัวผู้และตัวเมีย
23.พระยันต์จตุโรบังเกิดทรัพย์
24.พระยันต์พาหุง 8 บท
25.พระยันต์มงกุฏพระพุทธเจ้า
26.พระยันต์บารมี 30 ทัศ
27.พระยันต์ไตรสรณาคมน์
28.พระยันต์ฆเฏสิ
29.พระยันต์แปดด้าน
30.พระยันต์สัมพุทเธหงสา
31.พระยันต์พุทธาอนุนา(ยันต์บังคับสำหรับหล่อพระ)
32.พระยันต์พญาไก่เถื่อน
33.พระยันต์พญากาน้ำ
34.พระยันต์เจริญทรัพย์
35.พระยันต์นะปถมัง
36.พระยันต์ห่อพระธาตุ
37.พระยันต์แก้วมณีโชติ
38.พระยันต์แก้วบรมจักรพรรดิ์
39.พระยันต์มงคลจักรวาล 8 ทิศ แบบที่ 1
40.พระยันต์มงคลจักรวาล 8 ทิศ แบบที่ 2
41.พระยันต์พระเจ้าห้าพระองค์แบบที่ 1
42.พระยันต์พระเจ้าห้าพระองค์แบบที่ 2
43.พระยันต์พระพุทธเจ้าห้ามญาติ
44.พระยันต์ธงมหานิยม
45.พระยันต์มหานิยมใหญ่
46.พระยันต์ธงพระไตรรัตน์
47.พระยันต์รัตนบัลลังก์
48.พระยันต์ชื่อพระยันต์(ตามตำราพิชัยสงคราม)
49.พระยันต์อาวุธพระพุทธเจ้า
50.พระยันต์ปฐมอักขระ
51.พระยันต์มงกุฏพระกรณีย์
52.พระยันต์มหาวิเศษ(สำหรับหล่อพระพุทธ)
53.พระยันต์พระนวหรคุณ
54.พระยันต์ไตรสรณคมน์ 3 ยันต์
55.พระยันต์กันฟ้ากันไฟ
56.พระยันต์จตุราริยสัจจ์ 4
57.พระยันต์มหานิยมใหญ่
58.พระยันต์อิติปิโสไตรจักร
59.พระยันต์ตะกรุดพระนเรศวร
60.พระยันต์ธงชัยนวหรคุณ
61.พระยันต์พระเจ้าสิบชาติ
62.พระยันต์พระอิติปิโส
63.พระยันต์พระอิติปิโส 8 ทิศ
64.พระยันต์พระอิติปิโส 8 ด้านใหญ่
65.พระยันต์อาวุธพระพุทธเจ้าคู่ชีวิต
66.พระยันต์พระพุทธเจ้า 16 พระองค์แบบที่ 1
67.พระยันต์พระพุทธเจ้า 16 พระองค์แบบที่ 2
68.พระยันต์หัวใจกรณีย์
69.พระยันต์พระพุทธนิมิต
70.พระยันต์มหาละลวย
71.พระยันต์ค่าควรเมือง
72.พระยันต์ดอกบัว
73.พระยันต์ป้องกันพระเคราะห์ร้าย
74.พระยันต์พระพุทธเจ้าเข้านิโรธ
75.พระยันต์แก้วหาค่ามิได้เลย
76.พระยันต์ประเจียดเปล่งรัศมี
77.พระยันต์นกคุ้ม
78.พระยันต์โภคทรัพย์ (ตามตำราสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี)
79.พระยันต์รวม(ตามตำราหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน)
80. พระยันต์ไจยะเบงชร(ชินบัญชรล้านนา)แบบย่อ (ฟ้าฟีก)
81.พระยันต์ไจยะเบงชร(ชินบัญชรล้านนา)แบบพิศดาร(ยอดไจยะเบงชร)
82. พระยันต์ไจยะเบงชร(ชินบัญชรล้านนา)แบบเต็มบท
83.พระยันต์ดวงประสูติพระพุทธเจ้าแบบล้านนา
84.พระยันต์ดวงตรัสรู้พระพุทธเจ้าแบบล้านนา
85.พระยันต์พระอาการ ๓๒ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ยันต์บังคับสายเหนือที่ต้องลงทุกครั้ง ในการสถาปนาพระพุทธปฏิมากร ไม่ว่าจะเป็นในครั้งคราวใด)
86.พระยันต์สะตะปะวะ(สำหรับลงยอดพระเจดีย์ชเวดากอง)
87.พระยันต์จังโกคำไหม้บาป  ของท่านพระครูบาเจ้าศรีวิไชย  นักบุญแห่งล้านนาไทย  ซึ่งมีพลานุภาพในทางเผาผลาญโทษกรรมเก่าๆให้เบาบางหมดสิ้นไป
 88.พระยันต์คนหมื่น(ของครูบาเจ้าศรีวิไชย),คำสวดกรรมฐาน (ของครูบาเจ้าศรีวิไชย)
89.พระยันต์แผ่นดินเย็น (ของครูบาเจ้าศรีวิไชย)
90พระยันต์คำไหว้คุณลอมหลวง
91.พระยันต์พระเจ้าข่มโลก (คำรำพึงวิปัสสนา) (ตำรับวัดเชียงมั่น ของเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น ยุคสร้างนพบุรี ศรีนครพิงค์ เชียงใหม่)
92.พระยันต์พระพุทธเจ้าอธิษฐานแท่นแก้ว
93.พระยันต์พุทธจริยา
94.พระยันต์พุทธอุทาน
95.พระยันต์พระเจ้าห้าพระองค์แบบล้านนา
96.พระยันต์โองการพระเจ้า ๕ พระองค์
97.พระยันต์พระเจ้า ๑๖ พระองค์แบบล้านนา
98.พระยันต์มงกุฏพระพุทธเจ้า
99.พระยันต์ฉัพพรรณรังสี
100.พระยันต์อิติปิโสถอยหลัง
101.พระยันต์นวโลกุตรธรรม
102.พระยันต์อัฏฐชัยมงคลคาถา
103.พระยันต์ภูติพระเจ้า
104.พระคาถาธัมมจักกัปปวัตนสูตร(เต็มบท)
105.พระคาถามงคลจักรวาลใหญ่
106.พระคาถามงคลจักรวาลน้อย
107.พระคาถามงคล ๓๘ ประการ
108.พระคาถาพระอาการวัตตาสูตร
109พระคาถาอรหันต์ ๘ ทิศ
110.พระคาถามหาปธาน
111.พระคาถาปฏิจจสมุปบาท
112.พระคาถาจำแนกวิปัสสนาญาณ
113.พระคาถาอริยสัจ ๔
114.พระคาถาเปิดประตูพระนิพพาน
115.พระคาถาหัวใจพระนิพพาน
116.พระคาถารัตนสูตร
117.พระคาถาอภยปริต
118.พระคาถาอังคุลิมาลปริต
119.พระคาถาวัฏฏกปริต
120.พระคาถาชยปริต
121.พระคาถานักขัตตะ
122.พระคาถา ขัด ๑๒ ตำนาน
123.พระคาถาเมตตาสูตร
124.พระคาถามหาการุณิโก
125.พระคาถากรณียเมตตสูตร
126.พระคาถาสัมโพชฌงค์
127.พระคาถาอิทธิบาท
128.พระคาถาวิปัสสิ
129.พระคาถาพรหมวิหาร
130.พระคาถานิพพานสูตร
131.พระคาถาสติปัฏฐาน
132.พระคาถาลำดับโสฬสญาณ
133.พระคาถากรรมฐาน ๔๐
134.พระคาถาพุทโธ อุปปันโน
135.พระคาถามหาสมัยสูตร(เป็นคาถาสำคัญที่ชุมนุมเทวดาได้มากที่สุด)
136.พระคาถาธรรมกายพระพุทธเจ้า
137.พระคาถาอนุสสติ
138.พระคาถาอัปปมาโณ พุทโธ
139.พระคาถาสาวกจริยา
140.พระคาถาหัวใจสังโยชน์
141.พระคาถาเภสัชชัง
142.พระคาถาอุณหิสวิชัย
143.พระคาถาแจงธาตุ
144.พระคาถาทิพยเนตร
145.พระคาถาทิพยมนต์
146.พระคาถานกยูงทอง
147.พระคาถาหัวใจข่มขึด(ข่มอุบาทว์)
148.พระคาถามัจจุราช(ของครูบาขาวปี)
149.พระคาถาเงินล้าน
150.พระคาถาเทพรัญจวน
151.พระคาถาเรียกเงิน
152.พระคาถาอาวุธ ๕ ประการ
153.พระคาถาจินดามณี
154.พระคาถาเมตตา
155.พระคาถาเรียกแม่พระธรณี
156.พระคาถาอิ่มบุญ
157.พระคาถาวะพันตัว
158.พระคาถาชนะมาร
159.พระคาถาเต่าเรือน
160.พระคาถาสรีกัญไชย
161.พระคาถาสุกิตติมา(ล้านนา)
162.พระคาถานะจังงัง
163.พระคาถามหาเมฆ(เรียกฝน,มหาอำนาจ
164.พระคาถาก๋าสะท้อน
165.พระคาถาโสฬส
166.พระคาถาดอกไม้เมืองสวรรค์
167.พระคาถาธรณีสาร
168.พระคาถาตรีนิสิงเห(ล้านนา)
169.พระคาถาหว่านทราย
170พระคาถาสังวาลย์มงคล
171.พระคาถาสืบชะตา
172.พระคาถาเสาอินทขีล
173.พระคาถาแยกธาตุ
174.พระคาถาเมตตา ๘ ทิศ
175.พระคาถามหาอุตม์
176.พระคาถาเมตตาตน
177.พระคาถาห้ามอมนุษย์
178.พระคาถามหากัน
179.พระคาถามัดจิต
180.พระคาถาอำนาจ
181.พระคาถาหัวใจสิงหราช
182.พระคาถาบ่วงนาคบาศก์
183.เหรียญพระยันต์องค์ครู สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
184.ราชาเจ้าน้ำเงิน(เป็นประธานแห่งเจ้าน้ำเงินทั้งปวง)
185.เจ้าน้ำทอง(เป็นราชาเป็นจักรพรรดิแห่งเจ้าน้ำเงินทั้งสิ้น)
186.ชนวนพระกริ่งสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศนเทพวราราม กทม.
187.ชนวนพระกริ่งสุพรรณบัตร สมเด็จพระวันรัต วัดเทพศิรินทราวาส กทม.
188.ชนวนพระกริ่งชินบัญชร หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง รุ่นแรก
189.แผ่นโลหะศักดิ์สิทธิ์วัดโพธิสัมพันธ์ ชลบุรี (หลวงปู่ทิม-หลวงปู่โต๊ะ ประลองวิทยายุทธเสกยันพลังกันแบบสุดๆ)
189.ชนวนพระกริ่งไจยะเบงชร ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่
190.ชนวนเหรียญเสมาหลวง มหาจักรพรรดิตราธิราช
191.ชนวนเนื้อชินโบราณหุ้มรอยพระพุทธบาท ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงมาประกอบพิธีบวงสรวงสักการะด้วยพระองค์เอง  วัดพระแท่นดงรัง  กาญจนบุรี
192.ชนวนหล่อพระประธานวัดสุปัฏนาราม อุบลราชธานีที่ท่าน"หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล","ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)"และ"พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต"อธิษฐานจิตสร้างร่วมกับเมื่อปีพ.ศ. 2459
193."ชนวนแร่กายสิทธิ์หลวงปู่มั่น"เป็นของที่หลวงปู่มั่นเล่นแร่แปรธาตุด้วยจิตให้คุณแม่ชีแก้วดูโดยตรง  โดยหลวงปู่มั่นท่านใช้พลังจิตหลอมแท่งเงินยวงโบราณให้หลอมละลายกลายเป็นของเหลวต่อหน้าต่อตา จากนั้น หลวงปู่มั่นท่านก็ใช้พลังจิตบังคับให้โลหะนั้นกลับคืนสภาพเป็นของแข็งตามปกติในอีกลักษณะหนึ่งวรรณะหนึ่ง(เปลี่ยนสัณฐานเปลี่ยนสี) ซึ่งเมื่อหลวงปู่มั่นท่านเล่นแร่แปรธาตุด้วยพลังจิตให้คุณแม่ชีแก้วดูแล้ว หลวงปู่มั่นท่านก็ได้สอนเป็นเชิงอบรมธรรมต่ออีกด้วยว่า
"นี่คือคุณวิเศษแห่งจิต ที่หากฝึกฝนถึงขั้นแล้ว ก็จะเป็นเหมือนดังดวงแก้วสารพัดนึก..!!!!!"
แต่
"อำนาจพลังจิตแบบนี้ ก็เป็นเหมือนมีด(ดาบ)สองคม ถ้าคิดจะปฏิบัติธรรมแล้ว ยังมายึดติดในฤทธิ์ตรงนี้ซึ่งเป็นแค่ของเล่นของพระกรรมฐานอยู่อีก ก็จะไม่มีทางหลุดพ้นหรือบรรลุถึงซึ่งพระนิพพานไปได้เลย..!!!???!!!"
194.ชนวนหล่อพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี(พระพุทโธใหญ่) วัดสารนาถธรรมาราม จ.ระยอง พ.ศ. 2499 (รวมพลังพ่อแม่ครูอาจารย์ศิษย์รุ่นแรกสายตรงในพระอาจารย์มั่นทั้งหมดและคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มหารัตนอุบาสิกาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไว้อย่างครบถ้วนเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบที่สุด) 
195.ชนวนพระกริ่ง สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศนเทพวราราม ทุกรุ่น ตั้งแต่พระกริ่งเทพโมลี- พระกริ่งเชียงตุง (สืบชนวนมาจากพระกริ่งหลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี รุ่นสุดท้าย(เฟอร์รารี่) ที่ศิษย์ใกล้ชิดสร้างไว้บูชากันเองก่อนหลวงพ่ออุตตมะมรณภาพไม่กี่องค์ และหลวงพ่ออุตตมะได้ลงจารอักขระ"ผู้ชนะสิบทิศ"กำกับไว้อีกด้วย
 และที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุด อันไม่อาจจะขาดได้ หากประสงค์จะให้การได้อนุวัตรเป็นไปตามที่หลวงพ่ออุตตมะ พระมหาโพธิสัตว์ใหญ่ผู้ที่หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวันรับรองไว้ว่าเป็น"หนึ่งในสิบแห่งอนาคตวงศ์" แห่งวัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรีได้เคยปรารภเอาไว้ว่า"ทำอะไร ต้องให้เป็นอย่างนั้น" นั่นก็คือ"สร้างพระพุทโธคลัง ก็ต้องให้เป็นพระพุทโธคลังจริงๆ"จึงจะสมควร 
 ด้วยเหตุฉะนี้ จึงได้อัญเชิญชนวน"หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์"แห่งวัดสารนาถธรรมารามอันเก่าแก่ นั่นก็คือชนวนที่เหลือจากการเททองหล่อพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี(พระพุทโธใหญ่) พระประธานประจำพระอุโบสถ วัดสารนาถธรรมารามเมื่อปีพ.ศ. 2496 อันได้เข้าพิธีโสฬสมหาพรหมและมหาพิธีพุทธาภิเษกโดยสุดยอดพระอัจฉริยคณาจารย์แห่งยุคมานับครั้งไม่ถ้วนที่"พุทธวงศ์"พบในลังไม้บรรจุพระพุทโธน้อย ที่คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมนำมาถวายแด่พระมหารัชชมังคลาจารย์(เทศ นิเทสโก) เมื่อคราวขึ้นไปสืบสวนทวนความเรื่อง"พระมงคลมหาลาภ" ถึงบนกุฏิเก่า วัดสัมพันธวงศ์เมื่อราวปีพ.ศ. 2549  ซึ่งเหลืออยู่เป็นแท่งสุดท้ายมาเททองหล่อพระกริ่งพุทโธคลัง รุ่นแรกแห่งประวัติศาสตร์ให้ทั้งหมดทั้งสิ้นไปในคราวนี้เสียเลยทีเดียว 
ทั้งยังได้อัญเชิญชนวน"หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์"แห่งสายวัดสารนาถธรรมารามและคุณแม่บุญเรือนอันบริสุทธิ์สุดท้ายที่สงวนเก็บรักษามาเนิ่นนานนี้ ไปอธิษฐานพุทธบารมียังที่"พระพุทโธคลัง"(องค์จริง) ที่หน่วยสืบราชการลับทางจิตสาย"โยคะ"บอกว่า"เหมือนมีชีวิตจริง"และ"สามารถแบ่งอณูศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์ท่านไปโปรดยังที่ต่างๆได้"บนยอดมหาอุโบสถซ้ำอีกครา เพื่อสืบเชื้อสายแห่งพระพุทโธคลังโดยเนื้อแท้พร้อมกับผงชนวนมวลสารต่างๆในวาระต่อเนื่องกัน  จนได้ปรากฏเหตุอัศจรรย์ให้ได้ประจักษ์ซึ่งๆหน้าเป็นทุติยวารซ้ำอีกครา  นับเป็นนิมิตมหามงคลอันดี ควรที่จะปีติปราโมทย์อนุโมทนาการด้วยพระองค์ท่านเป็นที่ยิ่ง 

 

 925m(6)(2)(7).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.30.xxx  |   เมื่อ: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 9:28:51 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                     ประวัติพระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี(พระพุทโธใหญ่)
                                                          ต้นชนวนสายตรงแห่งวัดสารนาถธรรมารามถึงพระพุทโธคลังจำลองรุ่นแรก                                                                     
 
 พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี เป็นพระประธานประจำมหาอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปขนาดกลาง หน้าตักประมาณ ๓ ศอกคืบ ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้ว จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และมีอัครสาวกประกอบซ้าย-ขวา เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช
 พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนีนี้ ได้ประกอบพิธีหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๙๕ ปรากฏว่าหล่อไม่ติดถึง ๒ ครั้ง ๒ หน จนปัญญา พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ จึงมอบให้คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งมีฐานะเป็นศิษย์ มาเรียนธรรมภาคปฏิบัติกับท่านจนบรรลุฌานชั้นสูง มีอิทธิปาฏิหาริย์เป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นผู้รับมอบดำเนินการในเรื่องหล่อสร้างพระประธานองค์นี้ต่อไป โดยมีบรรดาศิษยานุศิษย์ของคุณแม่บุญเรือน ร่วมมือด้วยอย่างแข็งขัน 
 ได้มีการประกอบพิธีเททองหล่อสร้างใหม่ พร้อมขยายให้องค์ใหญ่ขึ้น ณ วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่
 ๑ สิงหาคม พ.. ๒๔๙๕  คราวนี้เนื้อทองแล่นตลอดองค์เป็นอันดี ไม่มีอุปสรรคใด ๆ และได้ขัดแต่งจนสำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๔๙๖ ค่าสร้างองค์พระทั้งหล่อและขัดแต่งนั้น รวม ๖๐,๐๐๐ บาท คุณแม่บุญเรือน กับคณะศิษย์ซึ่งมี พลโทยุทธ สมบูรณ์ เจ้ากรมการรักษาดินแดนในขณะนั้น เป็นหัวหน้า รวบรวมถวาย
 ในชั้นแรกได้กำหนดให้พระประธานองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งเป็นพระประจำวันเสาร์ ด้วยเป็นวันตัวของพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ แต่ได้มีญาติโยมผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความเคารพนับถือกัน ได้แนะนำพระเดชพระคุณฯ ว่าพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปที่สวยที่สุดในโลก จึงเห็นสมควรเปลี่ยนจากพระพุทธรูปปางนาคปรกมาเป็นพระพุทธชินราชจำลองแทน พร้อมกับถวายเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ค่าสร้างเรือนแก้วจำลองจากพระพุทธชินราช พร้อมอัครสาวกประจำซ้ายขวาด้วย
 อย่างไรก็ดี พระพุทธชินราชองค์จริงที่พิษณุโลกนั้น เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย แต่องค์ที่วัดสารนาถธรรมารามนี้ เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพระพุทธรูปปางนาคปรกนั้นโดยทั่วไปจะเป็นปางสมาธิทั้งสิ้น
 หลักฐานเอกสารเรื่องนี้มีอยู่ใน “คำอธิษฐานธรรม เรื่องทางขาวก้าวหน้า” ของคุณแม่บุญเรือน เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นสำนวนเพลงฉ่อย คำอธิษฐานดังกล่าวมีความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ บนยอดมหาอุโบสถและพระประธานของวัดสารนาถธรรมาราม ว่า
 “…เพราะกุศลที่สร้างพระบรมธาตุเจดีย์บนยอดอุโบสถ พร้อมทั้งช่อฟ้าใบระกาเรือนแก้วถวายพระประธานให้พระพุทโธ กลายเป็นพุทธชินราช ผู้สร้างจะได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ อยู่ดีกินดี ตั้งแต่นี้ต่อไป...”
 พระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ ได้รับการอธิษฐานธรรมบรรจุพลังความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษจากคุณแม่  บุญเรือน โตงบุญเติม แล้วได้มีการสมโภชฉลองที่วัดสัมพันธวงศ์ โดยจัดงาน ๔ วัน ๔ คืน ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ มีนาคม พ.. ๒๔๙๙  วันที่ ๓ มีนาคม เป็นพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธมงคลมหาลาภ พระพุทธกวัก และ    พระผงพิมพ์แบบพระสมเด็จฯ โดยพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม เป็นจำนวนมาก เช่น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อลี วัดอโศการาม พระอาจารย์นอ วัดกลางท่าเรือ อยุธยา         หลวงพ่อสด วัดโพธิ์แตงใต้ พระอาจารย์แฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี พระครูวินัยธร เฟื่อง ญาณปฺปทีโป  วัดสัมพันธวงศ์ พระอาจารย์สะอาด อภิวฑฺฒโน วัดสัมพันธวงศ์ หลวงพ่อเฮี้ยง วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี   พระอาจารย์ชอบ สมฺมาจารี  วัดอาวุธวิกสิตาราม พระครูวิเศษสรวุฒิฯลฯ ซึ่งวัตถุมงคลทั้งหมดได้รับการทำพิธีประจุพุทธมนต์ ทิพยมนต์ พรหมมนต์ จากโยคีฮาเร็บ (อาจารย์ชื่น จันทรเพ็ชร) เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. ที่วัดสัมพันธวงศ์ 
วันที่ ๔ - ๖ มีนาคม เป็นงานสมโภชพระประธาน รุ่งขึ้นวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๙๙ เวลา ๖.๐๙ น. ได้อัญเชิญออกจากวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยรถบรรทุกของกรมการขนส่งทหารเรือ ด้วยความอนุเคราะห์จากจอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น
 เมื่ออัญเชิญถึงระยองแล้ว ได้หยุดค้าง ณ วัดเก๋ง ซึ่งเป็นวัดร้าง เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลระยองอยู่ในปัจจุบัน มีศาลาอยู่หลังหนึ่ง ได้อัญเชิญเข้าไปประดิษฐาน ณ ที่นั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวระยองได้บูชาสักการะคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงอัญเชิญเดินทางต่อไปยังวัดสารนาถธรรมาราม ประดิษฐานในมหาอุโบสถ และได้จัดให้มีการสมโภชเพื่อเป็นสิริมงคลและเจริญศรัทธาปสาทะของประชาชนอีก ๗ วัน ๗ คืน และในระหว่างการสมโภช คือวันที่ ๙ มีนาคม พ..๒๔๙๙ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่  ๗ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกนพปฏลเศวตรฉัตรถวายพระประธาน “พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี” ในอุโบสถ
 และในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๙๙ พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ ได้ถวายพระนาม    พระประธานว่า “พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี  ประเสริฐศรีสารสิทธิ์  มเหศักดิ์อัคคฤทธิ์ กรุณามหาศาล  ศุภลักษณ์เจริญจิต ศุภมิตรพิชิตมาร อิทธิพลมงคลกาล ประสาธน์สุขทุกข์กษัย สุทธิญานอุดมเดช     โลกเชฏฐ์อำนวยชัย เกษมสันติ์นิราศภัย บรมนารถศาสดา” 
                                                                                                การสร้างพระพุทธปฏิมากรเป็นพระประธาน 
                                                                                           ณ มหาปูชนียสถาน  วัดสารนารถธรรมาราม  อำเภอแกลง  จังหวัดระยอง

ควรทราบเพื่ออนุโมทนา ดังต่อไปนี้ 

ประกอบพิธีปั้นหุ่นและหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ พระนคร เมื่อวันศุกร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๓๐๔ (..๑๗๑) ตรงกับวันที่ ๑ สิงหาคม พ.. ๒๔๙๕ เวลา ๗.๔๘-.๐๖ น. ต่อมาให้โหรผูกดวงถวาย ทั้งดวงพระพุทธเจ้าและดวงพระพุทธรูปไว้ตามนิยม ดังนี้
                                                                                                                                                 ดวงพระพุทธเจ้า 
  ประสูติ ณ วัน       ค่ำ ปีจอ อัฎฐศก ศักราช ๖๘ เวลา ๕ โมงเช้า  ๑๑ น. ก่อนคริสตศักราช ๖๒๒ ปี 
 ดวงพระพุทธรูปปฏิมากร

มหาจักรมีอำนาจ คนบูชานับถือมาก เป็นราชาโชค ดีมาก ให้ความเจริญเกียรติศักดิ์รุ่งโรจน์ และพระเคราะห์เต็ม ๔ ทวาร มีอำนาจปราศจากโทษภัย นอกจากนั้นยังมีส่วนดีอีกมาก

หน้าพระเพลา ๑๗๔ เซ็นต์ ถ้าวัดสุดข้างพระเพลา ๑๘๐ เซ็นต์  สูงแต่บัวที่ประทับสุดพระรัศมี ๒๔๐ เซ็นต์ บัวและหน้ากระดานรับบัวสูง ๓๘ เซ็นต์ รวมเป็นสูง ๒๗๘ เซ็นต์ ทองประสมที่หล่อหนักประมาณ ๑,๕๐๐ กิโลกรัม
 ขอขนานพระนามถวายพระประธานองค์นี้ว่า    พระพุทโธจอมมุนี   ประเสริฐศรีสารสุทธิ มเหศักด์อัคคฤทธิ์                กรุณามหาศาล สุภลักษณ์เจริญจิตต์ สุภมิตร์พิชิตมาร   อิทธิพลมงคลการ                ประสาธน์สุขทุกข์กษัย                 สุทธิญาณอุดมเดช                โลกเชฏฐอำนวยชัย   เกษมสันติ์นิราศภัย   บรมนารถศาสดาฯ
 พระประธานองค์นี้  อุบัติขึ้นเนื่องด้วยพุทธศาสนิกชน ร่วมใจกันสร้างวัดสารนารถธรรมาราม และสร้างอุโบสถงดงามขนาดใหญ่เป็นมหาปูชนียสถาน พระประธานประจำอุโบสถ ก็จะต้องสร้างให้ใหญ่และงดงามสมควรกัน และให้เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพื่อให้กุลบุตรกุลธิดา ผู้รู้เห็นเกิดศรัทธาปสาทะ แล้วนิยมประพฤติธรรมสัมมาปฏิบัติ  ให้เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สมเป็นพลเมืองดี ซึ่งจะเป็นกำลังของประเทศชาติศาสนาต่อไป
 เมื่อปรารภขึ้น ก็มีผู้ศรัทธาจะสร้างถวายถึง ๒ ราย แต่เห็นว่าอุโบสถมหาปูชนียสถานนี้ มีเจ้าของร่วมใจกันสร้างมากคน ถ้าผู้สร้างโบสถ์ไม่มีส่วนสร้างพระประธานด้วยดูไม่สมควร เกรงบางคนจะเสียใจ 
  อนึ่ง  เกรงว่าถ้าได้พระประธานไม่ใหญ่หรือไม่งดงามตามประสงค์ ก็จะไม่ได้ความเจริญใจประชาชนผู้ได้ทัศนาสักการะ ก็จะไม่เลื่อมใสศรัทธา จึงขอให้ร่วมใจร่วมทุนกันสร้าง  ทำการหล่อที่วัดสัมพันธวงค์        เพื่อจะได้มีโอกาสติชมทักท้วงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ต้องการ เมื่อสืบราคาจากช่างและหารือกันดูแล้ว จึงได้ดำเนินการให้จ้างช่างหล่อพระประธาน  ในขั้นแรกหน้าพระเพลา ๑๕๖ เซ็นต์ สูง ๒๓๐ เซ็นต์  สุดรัศมี หล่อติดกับฐานบัวคว่ำบัวหงายเป็นแท่นพุทธอาสน์  ราคาทั้งค่าทอง ค่าหล่อ ค่าขัดเสร็จรวม ๒๐,๐๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ..๒๔๙๔  กำหนดหล่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เวลา ๗.๐๐ น. ถึง ๗.๔๐ น. แต่หล่อไม่สำเร็จ สันนิษฐานกันว่า ด้วยเหตุเผาหุ่นไม่สุกดี ทองจึงติดไม่ดี ต้องทำพิธีหล่อใหม่ ในขั้นต้นช่างคนที่หล่อเสียจำนงจะทำการหล่ออีก อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม ศรัทธามารับจะจัดการหล่อถวาย จึงยังไม่กล้าอนุญาต แต่ต่อมาช่างเก่าที่รับทำกลับใจเรรวนไม่รับ จึงไปสืบหาช่างใหม่ ขยายหน้าพระเพลาโตขึ้นอีก  ๘ เซ็นต์  เท่ากับกำลังเทวดา ๑๐๘ บวกพระพุทธคุณ ๕๖ เป็น ๑๖๔  เห็นว่าจะเหมาะดีและหล่อพระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์ สูงองค์ละ ๑๘๐ เซ็นต์ด้วย หล่อแต่งเรียบร้อย เฉพาะค่าแรงพระประธาน ๑๕,๐๐๐ บาท พระสาวก ๒ องค์ ราคา ๑๐,๐๐๐ บาท  ๓ องค์ค่าขัดอีก ๓๐,๐๐๐ บาท รวม ๕๕,๐๐๐ บาท ทองเป็นของทางวัด ปั้นหุ่นพระประธานและพระอัครสาวก ประกอบพิธีหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์เมื่อวันจันทร์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๗ มกราคม พ.. ๒๔๙๕ เวลา ๘.๒๗ น. เป็นปฐมฤกษ์หล่อ  แต่ทำการหล่อพระประธานไม่ทัน คงหล่อแต่พระอัครสาวกทั้ง ๒ องค์ ใช้ทองหนักราว ๕๐๐ กิโลกรัม เมื่อตัดฉนวนขัดแล้ว คงเหลือราวองค์ละ ๒๐๐ กิโลกรัม  โหรผูกดวงถวายตามนิยมดังนี้ พระลักขณาสถิตย์ราศีกุมภ์ วาโยธาตุ เมื่อเททองรู้สึกเย็นสบายใจ และมีสัตว์เช่นนกมาเป็นนิมิตก็ได้ (ครั้นเวลาหล่อ มีนกฝูงหนึ่งบินผ่านมาให้ฤกษ์จริงๆราหูเป็นเกษตร์ มีสง่าน่าเกรงขาม ราชครูเป็นกเษตร์ มีหลักธรรมมั่นคง จันทร์เป็นมหาจักร เป็นที่นิยมของคนชั้นสูงและคนทั่วไปได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง และเป็นเสน่ห์แก่ปวงชนอย่างมหัศจรรย์ เสาร์เป็นอุจจาวิลาศ เป็นที่สักการบูชาของประชาชน ให้เกิดลาภ พุธอาทิตย์ ร่วมกันในราศีราชครู ทำให้ผู้สักการบูชามีปฏิภาณความรู้เฉียบแหลมดี
 ส่วนการสร้างพระประธาน ต้องเลื่อนเวลาไปอีก ๓ วัน คือวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑๐ มกราคม พ.. ๒๔๙๕  กำหนดว่า เวลาบ่าย ๑๗ น. เศษ แต่หุ่นไม่สุกและทองยังไม่ได้ที่เลยกำหนดไปราวเวลา ๑๙.๓๗ น. จึงได้หล่อ  การหล่อทำช้าไป ทองมึนมากไม่ติดบริบูรณ์ เป็นเสียการต้องจ่ายทุนไปหลาย ทั้งนายช่างผู้ทำหุ่นจัดการหล่อ  และทางวัดจัดพิธีต่างๆในการหล่อ แต่นายหลัดเป็นช่างที่มีนิสสัยดี  ผิดชอบรับเต็มที่ พูดกันตรงๆ ไม่อ้างเลสใดๆ รู้ว่า เพราะคนงานที่หาไว้ ๓๒ คน มาทำตามนัดเพียง ๑๖ คน จะจัดการแก้ไขไม่ทัน งานจึงเสีย ก็รับตรงว่า ผิดพลาดบกพร่องไป ต้องจ่ายไปมากก็ยอมขาด ฝ่ายเราก็เห็นใจ เป็นอันว่าจะจัดการหล่อใหม่ แต่สงสัยว่าหล่อ ๒ คราวไม่ดี คงจะโตยังไม่เต็มที่ หรือปางนั้นไม่เหมาะ จึงคิดจะสร้างให้โตขึ้นกว่าเก่าอีก ๑๐ เซ็นต์ เท่าทศพลญาณ เป็น ๑๗๔ เซ็นต์ และหล่อองค์กับบัวติดกัน เมื่อหล่อ ๒ คราวก่อนปางมารวิชัย คงจะไม่เหมาะ คราวนี้เปลี่ยนเป็นปางสมาธิ แต่ยังไม่ทันจะได้จัดการอย่างไรลงไป อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม  ทราบว่าหล่อพระประธานติดไม่บริบูรณ์ จึงมาแสดงความปรารถนาจะช่วยจัดการหล่อถวายอีก แต่ทางวัดยังไม่ทราบว่าจะหาช่างไหน  นายช่างหลัดจะขัดข้องอย่างไรหรือไม่ จึงต้องรอปรึกษากันดูก่อน เมื่อปรับปรุงความเข้าใจกันดีแล้ว จะไม่มีใครต้องเสียใจ จึงอนุญาตให้อุบาสิกาบุญเรือน ดำเนินการจัดสร้างต่อไป อุบาสิกาบุญเรือนจึงบอกพวกพ้องให้ทราบ เพื่อรวมกำลังกันและจัดการให้สำเร็จด้วยดีตลอดมา  เมื่อนายหลัดได้ทราบแน่ว่า จะได้เป็นช่างทำการสร้างพระประธานต่อไปแน่แล้ว จึงได้มาขอบอกเลิกสัญญาเก่า พระอัครสาวกที่หล่อแล้วก็ถวาย ไม่ขอคิดค่าอะไรทั้งหมด ขอทำสัญญาใหม่เฉพาะพระประธานทั้งปั้นหล่อและขัดเสร็จราคา ๖๐,๐๐๐ บาท(หกหมื่นบาท) หนา ๑ เซ็นต์ ให้ทองที่หล่อประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลกรัม แต่ขัดชนวนแล้วคงเหลือราว ๑,๕๐๐ กิโลกรัม  เมื่อตกลงกันแล้วก็จัดการปั้นหุ่น หล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ต่อไป กำหนดหล่อใหม่วัน      ค่ำ  ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑ สิงหาคม พ.. ๒๔๙๕  เวลา ๗.๔๘-.๐๖ นซึ่งได้แสดงไว้ในตอนต้นแล้ว คราวนี้นายช่างจัดการทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น รีบจัดการให้หุ่นเสร็จทันการ ปั้นหุ่นให้โตเต็มขนาด ผึ่งผาย เมื่อหล่อขัดแล้ว วัดหน้าพระเพลา ๑๗๔ เซ็นต์  แต่ถ้า จะวัดถึงสุดข้างพระเพลาก็กว้างถึง ๑๘๐ เซ็นต์   นับว่าทำให้ดีถึงขนาดโดยไม่ได้ขอร้อง นอกจากจะทักท้วงให้แก้ลักษณะบางแห่ง เวลาหล่อคราวนี้ นายช่างหลัดเตรียมคนไว้ทำงานในพิธีหล่อถึง ๖๔ คน และก็มาครบจำนวนจึงมากกว่าคราวก่อน ๓ เท่า พอถึงฤกษ์หุ่นพระก็สุก ทองก็ได้ที่ ฤกษ์ที่กำหนดคราวนี้ก็กำหนดกันเอาเอง  โดยให้ธรรมบันดาล ไม่ได้ให้โหรหาฤกษ์เหมือนคราวที่แล้วมา พิธีต่างๆก็ตัดให้น้อย ไม่มีมหรสพ ไม่มีสวดพุทธาภิเษกอีก เพราะสวดกันมา ๒ คราวแล้ว เป็นแต่มีพระสงฆ์ ๘๓ รูปสวดมนต์ตอนค่ำเวลาเริ่มสุมทอง  และเช้าถึงฤกษ์หล่อมีพระสงฆ์สวดชยันโต ๓๐ รูป มีสายสิญจน์วงรอบบริเวณพิธี เวลาหล่อก็ถือสายสิญจน์เฉพาะพระที่สวดชัยมงคล และอาตมาผู้ถือไม่แตะคานหามเบ้าทองอธิษฐานในการหล่อ  ประชาชนนอกนั้นทั้งหญิงชาย มีอุบาสิกาบุญเรือนเป็นผู้นำ ให้พร้อมใจกันสำรวมใจอธิษฐาน  ให้การหล่อพระประธานสำเร็จด้วยดี มีคุณภาพศักดิ์สิทธิ์ ด้วยอ้างคุณพระรัตนตรัยตามที่ตนถนัด ไม่ต้องถือสายสิญจน์  ต่อมา ปรากฏว่า การหล่อเป็นไปเรียบร้อยบริบูรณ์ ได้ผลดีสมประสงค์  ในการหล่อพระพุทธรูปคราวนี้ มีผู้สังเกตเห็นสิ่งที่เป็นมงคลต่างๆ เช่น แสงสว่างพิเศษที่บริเวณทำพิธีหล่อเป็นต้น
 เมื่อรื้อหุ่นออกดูรู้ว่าดีแล้ว ช่างก็เตรียมขัด ลงมือเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.. ๒๔๙๕ เป็นต้นมา โดยมากขัดวันละ ๒-๓ คน  ๕ เดือนจวนแล้ว  เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.. ๒๔๙๖ เที่ยงแล้ว จึงทำการถวายพระเนตรจำลอง มีสวดชยันโตราว ๓๐ รูป  คงจะขัดเสร็จในต้นเดือนกุมภาพันธ์ กำหนดถวายพระเนตรที่แท้จริง  ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๔๙๖  มีการบำเพ็ญกุศลถวาย พร้อมด้วยมีมหรสพสมโภชน์ ๕ วัน ๕ คืน  แล้วรอโอกาสว่า อุโบสถวัดสารถที่สร้างค้างอยู่จะหล่อพื้น หล่อทำชุกชี สร้างพระแท่นพุทธอาสน์แล้วเมื่อไร จะจัดการสมโภชน์แห่พระพุทโธจอมมุนีนี้ ไปประดิษฐานเป็นพระประธานที่อุโบสถวัดสารนารถนั้น
 พระพุทธประธานองค์นี้ ประกอบพิธีหล่อถึงสามคราวจึงสำเร็จ  นับว่าพระองค์นี้อุบัติขึ้นในโลกได้ยากอย่างยิ่ง สมจริงตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า “กิจฺโฉ  พุทฺธานมุปฺปาโท”  ความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันสัตว์ได้โดยยาก ซึ่งทรงหมายถึงความลำบากในการทรงสร้างพระบารมีสามสิบทัศน์ให้บริบูรณ์ ต้องใช้เวลานานถึง  ๔  อสงไขยแสนกัลป์เป็นอย่างน้อย  จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ถึงเป็นพระสาวกพุทธ ก็ต้องมีใจเด็ดเดี่ยวกล้าเสียสละเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยปฏิสันถาร อนุเคราะห์ บูชา ไมตรีและเพื่อบรรเทาความตระหนี่อาลัย  ตั้งแต่ให้ของเล็กน้อย ของเลว ของปานกลาง ของดี ของที่รักใคร่  จนที่สุดแม้ชีวิตก็ยอมสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเห็นแก่ธรรมคือ พระโพธิญาณ จึงจัดเป็นทานบารมี ทานอุปปบารมี ทานปรมัตถบารมี  ประกอบด้วยมีใจเข้มแข็ง รักษาปรกติกาย วาจา ใจ ให้เรียบเรียบ ด้วยเจตนาอธิษฐาน สมาทานตามฐานะ ไม่ให้เศร้าหมองด่างพร้อยขาดวิ่น  ด้วยใช้วินัยสังวร ระวังตามวินัย อินทรีสังวร ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ขันติสังวร  ระวังด้วยสติระลึกรู้ก่อนที่จะทำ พูด คิด และต้องแกล้วกล้า หักใจจากความรักใคร่สนุกสนานประการต่างๆ เช่น ถือบวชบำเพ็ญพรต กำหนดรู้อารมณ์ด้วยปัญญา ความเพียร ความอดกลั้นทนทาน ให้เห็นความจริง ประจักษ์ด้วยความจริง มีความมุ่งหมายคุณประโยชน์หรือสารธรรมถูกชอบแล้ว สามารถตั้งใจมั่น อธิษฐานเป็นหนึ่งไม่ถอยหลัง พร้อมด้วยเมตตาที่จะช่วยตนและคนอื่นให้เป็นสุขและพ้นทุกข์ภัย  แม้มีทุกข์ยากขัดข้องใดๆ ก็พยายามที่จะไม่หวั่นไหวไปตาม คือเพ่งพินิจอยู่แต่กิจการอันเป็นหน้าที่ของตน ไม่พรั่นพรึงต่อทุกข์ยากลำบากนั้นๆ  ดังนี้ จึงจะสมควรเป็นผู้ที่ตรัสรู้เป็นอนุพุทะ เป็นอริยสาวกได้  ถ้าหาไม่ก็จะต้องเป็นปุถุชนหรือกัลยาณชน เป็นพระสงฆ์ก็เป็นสมมติสงฆ์ ไม่ใช่พระอริยสงฆ์  ดังนี้  ความเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงยากนัก พระพุทโธจอมมุนีองค์นี้ บังเกิดได้ยาก ก็ด้วยมากคนตั้งใจมุ่งหมายจะให้เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ดีอย่างยอดเยี่ยมสมกับอุโบสถที่ใหญ่และงดงาม ประกอบด้วยประณีตศิลป์ ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุชั้นดีเยี่ยม ด้วยมุ่งคุณหลายสถาน คือ
 ๑.     ให้สร้างขนาดใหญ่ หน้าพระเพลาถึง ๑๗๔ เซ็นต์ 
 ๒.   ให้งดงามพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะ 
 ๓.   แสดงแววฉลาดเป็นมหาบัณฑิต สมเป็นจอมปราชญ์ 
 ๔.   เข้มแข็งองอาจมั่นคง 
 ๕.   บริสุทธิ์ผ่องใสสง่างาม 
 ๖.    พร้อมด้วยเมตตากรุณาพริ้มพราย จูงใจผู้ทอดทัศนาให้ศรัทธาเลื่อมใส 
 ๗.   สมเป็นพระธรรมราชา เป็นศาสดาเอกในโลก 
 ๘.   เป็นศิริมงคลแก่ผู้เคารพบูชา สักการะ 
 ๙.     มีอิทธิฤทธิ์เดชามหานุภาพ ปราบปรามชั่วร้าย ให้กลายเป็นดีไม่มีภัยเวร 
 ๑๐.           ศักดิ์สิทธิ์สามารถดลบันดาลประโยชน์สุข ซึ่งเป็นของไม่เหลือวิสัยให้สำเร็จด้วยดี 
 เพราะต้องการคุณภาพมากมายดังกล่าวมา  จึงเป็นพระที่สร้างให้สำเร็จได้ยากยิ่ง คล้ายการบำเพ็ญตนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจอมปราชญ์  ย่อมยากด้วยการสร้างบารมี ไม่ใช่พระสามัญที่สร้างกันทั่วไป แล้วแต่ช่างจะทำอย่างไร พอเป็นพระพุทธรูปสำหรับบุชาได้ก็แล้วกัน จะได้สำเร็จง่ายๆ
 อันพระพุทธรูปที่ใหญ่และงามพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะ เป็นศิริมงคล ให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสแก่ผู้ได้ทอดทัศนา สักการะเคารพและนับถือกันว่า เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเป็นพระหล่อปิดทอง เช่น พระพุทธชินราชวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกนั้น ก็ว่าหล่อยากนักหนา ตามประวัติว่าหล่อถึง ๔ ครั้ง และมีเทพอารักษ์ช่วยจึงสำเร็จ  พระมีหลายชั้นหลายอย่าง พระปั้น พระพิมพ์ด้วยดินและด้วยเกสร ด้วยปูนประสมก็มี พระหล่อ พระปั้มด้วยโลหะต่างๆก็มี ทั้งรูปงามทั้งไม่งาม เช่นพระเครื่องรางที่นิยมว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ คงกะพันชาตรี และเมตตามหานิยมก็มี สักแต่ว่าเป็นรูปพระ ไม่ได้ลักษณะและคุณสมบัติที่จูงใจให้ศรัทธาก็มี เช่น พระสำหรับแก้บนหรือสะเดาะเคราะห์ ซึ่งเช่ากันที่สะพานหัน แม้พระที่หล่อด้วยโลหะองค์ใหญ่ แต่ไม่ได้ลักษณะและคุณสมบัติ ก็ไม่ก่อให้เกิดเลื่อมใส มักไม่สำเร็จประโยชน์แก่ใคร ที่ซ้ำร้ายทำให้เกิดโทษแก่คนเขลา เพราะกล้ำกลายล่วงเกิน ไม่เคารพและดูหมิ่นเกลียดกลัวดังนี้ พระเหล่านี้สร้างไม่สู้ยาก เพราะไม่ต้องลงทุนทรัพย์สมบัติและลงแรงมาก ไม่ต้องใช้ความคิดสติปัญญาสักเท่าไรก็สร้างได้ ถึงพระสงฆ์ก็เหมือนกัน พระสงฆ์ที่บวชปฏิบัติดีจริงๆ ศึกษาอบรมจริงๆจนเป็นผู้สามรถทำตนให้บริสุทธิ์สะอาด  ห่างไกลจากโลภโกรธหลง และมีเมตตากรุณาช่วยสอน ช่วยปกครองเลี้ยงดูผู้อื่นให้ได้วามสุข พ้นจากทุกข์ภัย เป็นกำลังในการเผยแผ่พระศาสนาก็หาได้แสนยาก เพราะต้องสร้างตนด้วยความยากลำบากยิ่งนัก แต่ที่บวชสักแต่ว่าพอเป็นนิสสัยปัจจัย บวชตามประเพณี บวชเพราะขัดมารดาบิดาไม่ได้ บวชเพื่อจะเอาใจมารดาบิดา ไม่ปรารถนาเพื่อจะขัดเกลากิเลสสันดานให้สะอาด บวชเพื่อพักผ่อน หรือบวชตามเพื่อน เล่าเรียนก็เพื่อเอาประโยค เอาชื่อ เอาเกียรติ์ เพื่ออามิส มิได้คิดจะฝึกหัดกายวาจาใจ ให้เรียบร้อยสะอาดประณีต ไม่สมบูรณ์ด้วยลักษณะเหล่านี้หาง่าย บวชง่าย สึกก็ง่าย  เป็นธรรมดาโดยแท้ที่ของเลวหาง่าย แต่ของดีหายากสร้างยากทุกอย่างไป ภาษิตโบราณจึงกล่าวไว้ว่า “พลอยหินเพ็ชรนิล มิได้มีทุกภูผา  แก่นจันทร์กฤษณามิได้มีทุกหมู่ไม้”  คนดีที่เป็นสัตบุรุษมีธรรมของสัตบุรุษก็หายาก ที่เป็นบุรพการีและกตัญญูกตเวทีก็หายาก คือคนทั้งโลกมากมาย แต่จะอุปการะเราก่อนมีไม่กี่คน ที่รักเรา อนุเคราะห์เราก่อนก็คือบิดามารดา ครุบาอาจารย์ ประเทศชาติ ผู้ปกครองประเทศโดยธรรม มีพระมหากษัตริย์เป็นต้นเท่านั้น  นอกนั้นก็อาศัยพระพุทธศาสนาปกครองน้ำใจ ให้พวกเราโดยมากรู้จักเมตตาปราณี ผ่อนสั้นผ่อนยาว  ไม่เอาแต่ความพอใจของตนเป็นประมาณ  ส่วนผู้กตัญญูกตเวทีเล่าก็มีน้อย พึ่งเห็นบุตรธิดาที่บิดามารดาเลี้ยงได้ตั้ง ๑๐ คน  แต่ ๑๐ คนนั้นมักเลี้ยงบิดามารดาไม่ค่อยได้  ที่คิดจะสนองคุณอุปัชฌายอาจารย์ ก็น้อยร้อยละ ๑๐ ก็ทั้งยาก  ประชาราษฎร์กับประเทศชาติก็เหมือนกัน ที่มีใจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และกล้าเสียสละนั้นก็มีน้อย ถึงพุทธศาสนิกชนก็เช่นกัน  ได้รับร่มเงาเยือกเย็นเป็นสุขจากพระพุทธศาสนามากแต่น้อยคนจะเห็นคุณแล้วคอดตอบแทน  เมื่อเป็นเช่นนี้  ดูเหมือนว่าโลกจะมีแต่เสื่อมโทรม  แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะของดีมีคุณค่าสูง ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จกว้างขวางพ้นประมาณ คนดีคนเดียวอาจดีกว่าคนทรามตั้งพันตั้งหมื่นตั้งแสน เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง  แม่พระสงฆ์สาวกที่ทรงคุณควรบูชา ก็ดีกว่าผู้ไม่มีคุณควรบูชา ดังพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ความบูชาท่านที่มีตนทรมานฝึกฝนดีแล้วแม้ครู่หนึ่ง ก็ดีกว่าผู้บูชาท่านที่มอมแมมด้วยกิเลส ด้วยทรัพย์วันละพันๆสิ้นร้อยปี  ถึงพระพุทธรูปๆเปรียบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวกัน  แต่สร้างให้มีลักษณะคุณภาพต่ำแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ องค์ ก็สู้องค์ที่สร้างใหญ่มีลักษณะได้ส่วนดี พร้อมทั้งคุณภาพองค์เดียวไม่ได้  เพราะฉะนั้น ควรสำคัญเห็นว่า ของดีหาได้ยาก ทำยาก เป็นส่วนที่ควรสงวน ควรเคารพสักการบูชา เพื่อเป็นปัจจัยให้สำเร็จประโยชน์และความสุขแก่ตนและคนเหล่าอื่น ทั้งประเทศชาติศาสนาต่อไป แล้วเป็นผู้ที่หาโอกาสสร้างของดีของใหญ่พร้อมด้วยคุณภาพ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์สุขกว้างขวาง ตลอดกาลนานฯ
 ขอทุกท่านที่ได้มีศรัทธาร่วมใจกัน ออกกำลังทรัพย์ กำลังแรง กำลังความคิด สร้างพระพุทโธจอมมุนี ฯลฯ บรมนารถศาสดาพระองค์นี้ และสร้างอุโบสถพระบรมธาตุเจดีย์มหาปูชนียสถาน ณ วัดสารนารถธรรมาราม อันเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่กุศลสัมมาปฏิบัติ  พร้อมด้วยผู้อนุโมทนา จงเป็นผู้สมบูรณ์พูลสุข พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย  ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยและกุศลที่ได้ร่วมใจกันสร้างนี้ มีลาภผลที่พึงใจ  ยินดีในการประพฤติธรรมโดยชอบไม่จืดจาง  จนได้ถึงความเกษมนิรันดร์ทั่วกันเทอญฯ
                                                                                                                                                                              พระรัชชมงคลมุนี   
                                                                                                                                                                                 วัดสัมพันธวงศ์
 DSC09737.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.30.xxx  |   เมื่อ: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 9:50:41 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                                                                                                  เรื่อง 
                                                                                                                                                          พระประธาน วัดสารนาถธรรมาราม 
 โดย 
 อุบาสิกาบุญเรือน  โตงบุญเติม
 ผู้อธิษฐาน 
 การหล่อพระประธานที่จะนำไปวัดสารนารถธรรมารามนั้น ท่านอาจารย์ของดิฉัน คือท่านเจ้าคุณพระรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์  ได้สร้างโบสถ์ไว้ที่อำเภอแกลง  จังหวัดระยอง  แต่โบสถ์ยังไม่เสร็จเรียบร้อย ท่านมีเจตนาว่า จะสร้างพระประธานก่อน  บรรดาสานุศิษย์และประชาชนพุทธบริษัททั้งหลาย ได้มีฉันทะร่วมกับพระเดชพระคุณท่าน  เพราะฉะนั้น จึงได้พร้อมใจกันสละเครื่องทองเหลืองทองแดง นำมารวมกันที่วัดสัมพันธวงศ์ แต่ดิฉันเห็นว่าควรจะหล่อในเดือน ๔  ได้พูดกับพระเดชพระคุณท่านแล้ว ดิฉันก็ได้ลาไปเชียงใหม่  กลับมาจากเชียงใหม่  ได้ทราบว่า ท่านจะหล่อเดือน ๓ พ.. ๒๔๙๔  ดิฉันก็ได้ไปถามท่านว่า  ทำไมพระเดชพระคุณเลื่อนมาหล่อเดือน ๓  ท่านบอกว่า ความเห็นส่วนรวมเป็นใหญ่  เพราะเป็นพระของประชาชนส่วนรวม จึงต้องหล่อเดือน ๓  ดิฉันก็ไม่ว่าอะไร  มาหล่อพระเดือน ๓ พระก็ไม่สำเร็จเป็นรูปได้  สันนิษฐานกันว่า เพราะเผาหุ่นพระไม่สุกดี  ดิฉันเห็นว่าเดือน ๓ กับเดือน ๔ พ.. ๒๔๙๕ ที่กะไว้บางทีจะทัน  ก็ได้ชวนคุณไสว  ศรีงาม  ไปที่วัดสัมพันธวงศ์ เพื่อขออนุญาตจัดการหล่อถวาย  จะได้ให้พุทธบริษัท ๔ เจริญตามความเห็นของดิฉัน  เพราะเป็นเดือน ๔ ตามที่กะไว้  พระเดชพระคุณท่านก็ไม่อนุญาตให้ เพราะเกรงใจช่างเก่า ที่เขายังจำนงจะทำ  ดิฉันก็เห็นว่าสุดวิสัยที่จะฝืนได้  ต่อมาในเดือน  ๔  ...........ดิฉันอยู่ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ  มีคุณนายถนอม เอื้อวิทยา ได้ทำเทียนวันเกิดของคุณกมล เอื้อวิทยา มาจุดบูชาพระ ดิฉันจึงถือโอกาสให้คุณนายถนอมและพี่คุณนายถนอม และคุณแกมแก้ว ให้ตรวจต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ ๑ ปี กับ ๑ เดือนว่าจะออกช่อได้ไหม คุณทั้ง ๓ ก็ดู คุณแกมแก้วยืนยันว่า เห็นจะออกไม่ได้เพราะต้นยังเล็กมาก  ในค่ำวันนั้นดิฉันก็ถือโอกาสตั้งสัจจะอธิษฐานว่า  โดยความมั่นในศรัทธาของข้าพเจ้ามิได้ท้อถอย จะช่วยพระเดชพระคุณท่านหล่อพระประธานให้สำเร็จให้ได้ และตามที่เขาว่ากันว่า  ศาสนากำลังจะคอดเป็นประดุจคอสากนั้น ถ้าศาสนาจะเสื่อมลงไปอย่างเขาว่า  ก็ขอมะม่วงต้นนี้อย่าได้ออกช่อเลย  ถ้าข้าพเจ้าจะช่วยในด้านศาสนาได้บ้าง และพระประธานที่พระเดชพระคุณหล่อนี้จะศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้มะม่วงซึ่งปลูกด้วยเม็ดเพียง ๑๓ เดือนให้ออกช่อ  และให้บานในคืนวันพุทธนั้น สำหรับกิ่งหนึ่งเป็นการช่วยชาติให้เจริญ  อีกกิ่งหนึ่งสำหรับทางศาสนา  ถ้าจะเจริญได้ทั้งทางโลกและทางธรรม  ก็ขอให้ออกช่อทั้ง ๒ กิ่ง  เขตอธิษฐานหมดเพียง ๕ ทุ่มของวันพฤหัสบดีเท่านั้น จะได้เป็นพยานแห่งความจริง  เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์ว่า ศาสนากำลังจะเจริญอยู่ได้
 พอรุ่งเช้า  ดิฉันออกปูที่ต้นมะม่วงนั้น ทางด้านโลกกิ่งเดียวที่แยกออกมาจากทางกิ่งของศาสดา ได้ออกช่อมาอย่างงดงามตรงยอดๆ เดียวถึง ๙ ช่อ บาน ๕ ช่อ ที่ยังไม่บาน ๔ ช่อสลับกัน  ช่อยาวประมาณ ๒ นิ้วฟุตเศษ มีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล  ส่วนอีก ๓ ช่อนั้นออกตามกิ่งเรียงกันเป็นแถว ทางด้านศาสนาดังที่อธิษฐานไว้  ดิฉันก็ได้เรียนให้ท่านเจ้าคุณท่านทราบไว้เหมือนกัน และใครๆก็ได้มาดู
 ต่อมาถึงวันอาทิตย์ขึ้น  ๑๑  ค่ำเดือน  ๔  ดิฉันก็ได้นำเครื่องบวชเด็กเป็นเณร ไปให้ท่านพระครูนิเทศธรรมจักรบวชเณร  เพราะดิฉันได้อธิษฐานไว้ว่า  จะช่วยหล่อพระประธานในเดือน ๔ นั้น ไม่ได้หล่อ เพราะมาหล่อเสียในเดือน ๓  ดิฉันจึงบวชเณรแทนการหล่อพระ เพราะเวลาพระท่านให้ศีลเณรนั้น ท่านต้องให้ว่า  พุทฺธํ  สรณํ  คจฺฉามิ ฯลฯ  ดิฉันถือเอาว่า รูปพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้วพร้อมทั้งเณรด้วย
 รุ่งขึ้นวัน ๑๒ ค่ำ เดือน ๔  ตรงกับวันจันทร์ ดิฉันได้ไปแผ่กุศลให้คุณนายน้อม มากีดาราล ที่ซอย ๑๑ ซึ่งเขาให้ไตรมาบวชเณร  บังเอิญดอกประดู่ที่บ้านเขาบานเต็มต้น  เขาได้ให้คนใช้เก็บให้ดิฉันมาหอบใหญ่  ดิฉันก็นำมาถวายพระ จัดใส่แจกันไว้ที่โต๊ะบูชาเต็มทุกแจกัน  ในวันนั้นบังเอิญท่านพระครูธรรมธร เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม  ได้มาที่บ้านดิฉัน  โดยการนำคนไข้มาเพื่อให้รักษา ท่านได้พูดขึ้นว่า อาตมาเห็นดอกไม้บนที่บูชามาก  ดิฉันเรียนกับท่านว่า วันนี้วันดี ดิฉันได้อธิษฐานดอกประดู่นี้ไว้ว่า  ให้เป็นประโยชน์ในการที่ใครได้มาไหว้พระ และได้พบเห็นจะได้มีความสุขความเจริญ ท่านพระครูพูดขึ้นว่า ดอกไม้นี้จะนำไปไหนเล่า  ดิฉันก็ตอบว่า  “ก็เททิ้ง”   ท่านบอกว่า  ถ้าอาตมาจะขอได้ไหม  ดิฉันก็ตอบว่า  ท่านจะขอไปทำอะไร  ท่านเลยเล่าว่า  นายบุญเรือนเขาจะมาทอดกฐินสามัคคี  ที่วัดอาวุธฯ  อาตมาจะไปทำพระเพื่อแจกในวันกฐินนั้น  แล้วท่านกล่าวขึ้นว่า  อาตมาทำแล้วจะนำมาให้อธิษฐานจะได้ไหม  ดิฉันก็สัพยอกกันท่านว่า  ดิฉันจะอธิษฐานครั้งเดียวไม่อธิษฐานให้ใครนอกจากวัดอาวุธฯ เท่านั้น
 (คืออธิษฐานพระท่านเลยพูดขึ้นว่า  แต่มะม่วงนิดเดียวเท่านี้ยังอธิษฐานให้ออกช่อได้  แล้วทำไมอธิษฐานพระจะไม่ศักดิ์สิทธ์หรือ ต้องศักดิ์สิทธ์ซี  เลยกลายเป็นเรื่องจริงขึ้น ดิฉันได้พูดไปแล้วก็เลยต้องรับอธิษฐานให้ท่าน  แต่ดิฉันบอกว่า แล้วแต่ท่านจะปรารถนาเอาเอง   และต้องนิมนต์พระมาสวดช่วยดิฉัน ๒ เวลา  คือพระมหานิกาย  ๑  เวลา แล้ววันรุ่งขึ้นนิมนต์พระธรรมยุตต์มาสวดอีก  ๑  เวลา ถวายอาหารเพลทั้ง ๒ วัน  แต่ส่วนวันที่พระธรรมยุตต์มานั้น ดิฉันห้ามไม่ให้พวกผู้หญิงมาบนบ้านสามัคคีวิสุทธิ  ที่อนุญาตให้แต่ผู้ชายเท่านั้น ตลอดกระทั้งดิฉันเองซึ่งเป็นผู้หญิง ก็ไปอาศัยรับแขกที่บ้านนายพัชนี  พรพิมูลย์ ซึ่งมีบริเวณติดกัน เมื่อเลี้ยงอาหารและพวกอุบาสกไปหมดแล้ว ดิฉันจึงได้เข้ามาในบ้านสามัคคีฯ แต่ผู้เดียว เพื่ออธิษฐานพระพุทโธองค์เล็กในค่ำวันนั้น  ๖  ชั่วโมง  ดิฉันได้นั่งปลงสังขารรวมทั้งสวดมนต์และถวายพรพระด้วย ก็เป็นอันว่าตลอดคืน  ดิฉันไม่ได้นอน รุ่งขึ้นก็มีการฉลองเลี้ยงพระแม่ชี  ๑๓  คน  และเลี้ยงพวกผู้หญิงหลายสิบคน เป็นอันเสร็จพิธีเรื่องพุทโธองค์เล็ก
 การที่เล่ามานี้เพราะเป็นเรื่องติดต่อกัน ต่อมาช่างคนก่อนกลับใจไม่ทำ  พระเดชพระคุณท่านก็ได้จัดการให้หาช่างมาหล่อพระประธานอีก สร้างให้โตขึ้นอีก  หน้าพระเพลากว้างกว่าเก่า  ๘  เซ็นต์  เป็น ๑๖๔ เซ็นต์ และสร้างพระอัคคสาวกอีกสององค์  สูงองค์ละ ๑๘๐ เซ็นต์  ดิฉันก็ได้ไปช่วย แต่แล้วช่างได้เทพระไม่สมบูรณ์อีก คราวนี้สันนิษฐานกันว่า เพราะช่างที่มาทำงานน้อยเพียง ๑๖ คน  ทำงานไม่ทันกาล เป็นอันว่าทั้ง ๒ คราว ไม่ได้พระประธาน แต่โดยธรรมบันดาลให้ดิฉันพูดถึงเรื่อง ดิฉันขอหล่อพระถวาย เมื่อครั้งที่ ๒ แล้วอีก  พระเดชพระคุณท่านก็เฉยๆ ไม่ว่ากะไร  เพราะจะต้องพูดกับช่างที่หล่อนั้นฟังดู  ต่อมาท่านได้พูดจาปรับปรุงความเข้าใจกับช่างดีแล้ว จึงมาที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ  เมื่อได้พูดจากันแล้ว จึงขออนุญาตให้หล่อตามความประสงค์ของดิฉัน ดิฉันก็ถือโอกาสขอพร  ๗  ข้อ และขอให้คุณยุทธ  จัดการเขียนถวายดังนี้ คือ
 ข้อ ๑  พระเดชพระคุณนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ทำพิธี ๘๓ รูป (นิมนต์แล้วไม่ถวายปัจจัย)
 ข้อ ๒  พระที่ชยันโตเวลาเททอง ๓๐ รูป (นิมนต์แล้วไม่ถวายปัจจัย)
 ข้อ ๓  สายสิญจน์จะวงรอบสูง ทางสายสิญจน์มาลงที่พระสวดต่อไป ที่สุดของสายสิญจน์ ให้พระเดชพระคุณถือสำหรับเททอง
 ข้อ ๔  ส่วนทองสำหรับจะหล่อพระพุทธรูป เป็นหน้าที่ของพระเดชพระคุณหาให้ครบ
 ข้อ ๕  ไม่ให้พระเดชพระคุณลงมือทำพระเอง เพียงแต่ว่าติได้  ว่าที่ใดไม่เหมือนแบบให้ทำให้เหมือนแบบ
 ข้อ ๖  ไม่มีการตั้งเทียน(เก็บเงิน) ในวัด  สำหรับวันหล่อพระ
 ข้อ ๗  ไม่มีมหรสพใดๆ
 ท่านรับว่า อนุญาตให้ได้ แต่ท่านกำหนดไว้ว่า จะหล่อให้ใหญ่กว่าคราวที่ ๒ อีก  คือหน้าพระเพลากว้างขึ้นอีก  ๑๐  เซ็นต์ เป็น ๑๗๔ เซ็นต์  ด้วยมุ่งหมายให้ได้กำลังเทวดา  ๑๐๘ พุทธคุณ  ๕๖  และทศพลญาณอีก  ๑๐   จึงเป็น  ๑๗๔ เซ็นต์ หล่อทั้งองค์และบัวประทับเสร็จ (ไม่ให้หล่อเป็นท่อนมาต่อกัน) เป็นอันว่าตกลงกัน  ดิฉันก็กะว่า  พระประธานองค์นี้ ดิฉันจะให้ค่าหล่อและขัด  ๖  หมื่นบาทถึงจะหล่อเสร็จ เป็นอันว่าตกลงหล่อพระองค์นี้ ดิฉันก็เลยส่งคุณเอี่ยมไปตามช่างมาพบดิฉัน  แต่เป็นช่างคนเดียวกับที่หล่อพระครั้งที่ ๒  การหล่อครั้งที่ ๓ ก็ที่วัดสัมพันธวงค์ เมื่อ                                   ค่ำ   ตรงกับวันที่  ๑  สิงหาคม ๒๔๙๕ เวลา  ๗.๔๕- .๕๐  เป็นต้นไปราว  ๑๕  นาทีเสร็จ คราวนี้สำเร็จเรียบร้อยดี  คนงานทำการหล่อ  ๖๐  คนมากกว่าคราวที่  ๒  ราว  ๔  เท่า
 การที่เล่าเรื่องมานี้  เพื่อจะให้เป็นที่เตือนใจของท่านผู้ที่เสียสละทรัพย์รวมหล่อมาทั้ง  ๓  คราว  จนสำเร็จด้วยดีเช่นนี้  ให้เห็นว่า ด้วยศรัทธาบารมีเป็นที่ตั้ง ถ้าว่าหมดศรัทธาเสีย ก็จะหมดหวังในการก้าวหน้าไปด้วย เพราะศรัทธามั่นของพระเดชพระคุณท่าน และไม่ละความพยายามจึงเป็นผลสำเร็จ  ดิฉันจะขอพูดใน เรื่องศรัทธาความเชื่อสักเล็กน้อย
 ศรัทธาคือความเชื่อในคุณพระรัตนตรัย และปลูกศรัทธามั่น ในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ตรัสรู้โดยลำพังพระองค์เอง สอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้ด้วย และเชื่อในคุณธรรมของพระพุทธเจ้าว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อกรรมการกระทำ เชื่อผลของการกระทำ ความดีย่อมส่งผลให้ได้รับความดี เช่น เชื่อคำสอนของพระพุทธองค์ว่า  ให้ละชั่วประพฤติดี  ทำอินทรีย์  ๕  ให้แก่กล้า ทำจิตต์ให้ขาวสะอาด  แล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย  ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงบัญญัติ ขจัดเสียซึ่งความโง่เขลาเบาปัญญา เร่งเร้าให้จิตต์กล้าทำความดีซ้ำๆ กระหน่ำไป ดังท่านเจ้าคุณได้หล่อพระถึง ๓  ครั้ง จึงได้ดีเช่นนี้ ควรจะยกมาเป็นคติได้ประการหนึ่ง ฯ  การที่ได้พยายามหล่อพระประธานไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชา ด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นคุณที่ประเสริฐสุดของมนุษย์และเทพยดาทั้งหลายเมื่อได้ไว้ไหว้นมัสการ ย่อมไม่ประมาท มีสติน้อมไปในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  สติความไม่ประมาทเป็นประธานพระแห่งศาสนา สำหรับให้เกิดปฏิสัมภิทาและอภิญญาขึ้นได้ในพุทธบริษัท
 พูดถึงศรัทธาความเชื่อ  เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องรู้ว่า  พระองค์ทำอย่างไร ถึงได้หลุดพ้นจากอาสวะเครื่องเสร้าหมองทั้งหลาย ซึ่งเป็นประดุจมหรรณพกางกั้น  มีทั้งคลื่นสั้นคลื่นยาว ดังที่วิทยุเขากันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าจะสังเกตดูให้ละเอียดแล้ว จะเห็นว่า เปิดวิทยุหลายสถานี ย่อมมีเคลื่อนต่างๆ กัน  ยิ่งสมเด็จพระภควันสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  ก่อนตรัสรู้ก็มีเครื่องกางกั้นมาก เปรียบประดุจคลื่นในมหาสมุทร คลื่นคอตัณหาราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งมีอยู่รอบพระองค์ทีเดียว เพราะว่าพระองค์เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ ย่อมมีภาระมาก  แต่พระองค์ยังตัดพระหฤทัย เสด็จออกจากพระนครไปแรมไพร เพื่อแสวงหาอมตธรรมและวิเวกที่จะเป็นเครื่องตรัสรู้อมตธรรมให้จงได้ พระองค์ทรมานพระกายไม่สำเร็จ จึงเสด็จออกจาการทรมานนั้น เพื่อแสวงหาโภชนาหารมาเสวย จะได้มีกำลังเพื่อกระทำความเพียรโดยศรัทธาไม่ท้อถอย  จึงเป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์สงสัยในพระพุทธองค์ ว่าพระองค์ละจาการความเพียรแล้วสิหนอ เมื่อปรึกษาตกลงกัน ก็ปลาศนาการไปอยู่ที่อื่น เพื่อแสวงหาความรู้ต่อไป เมื่อปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้จากพระองค์แล้ว  พระพุทธองค์ก็ทรงมีความวิเวกขึ้นกว่าเก่า เพราะไม่มีผู้ใดรบกวน การที่พระองค์ได้มีความมัธยัสถ์ในการสังวรอินทรีย์ พอเป็นที่เหมาะสมกับสมณะเพศอันถูกต้อง  พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็ระลึกชาติได้ ตั้งแต่ ๑--๓  ชาติ จนถึงอเนกชาติ
 พระองค์ได้สร้างโพธิสมภารมาเป็นอเนกอนันต์เหลือที่จะนับประมาณได้ เพราะเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าต้องสร้างบารมีให้เต็มรอบ 
  พระองค์มีนิพพิทาญาณแจ้งชัดเป็นมหัศจรรย์น่าเลื่อมใส คือ ทรงรู้ซึ่งทุกข์โทษของสังขาร และกิเลสแจ้งชัดจนทำให้เบื่อหน่ายส่วนนั้นๆ  อย่าดูอื่นไกลเลย  ดูแต่เมื่อครั้งพระองค์ประสูติแล้วยังทรงพระดำเนินได้ถึง  ๗  ก้าว มีดอกบัวรับทุกย่างก้าว  ข้อนี้เทียบเท่ากับพระองค์ประสูติแล้วก็มีปุริสลักษณะเต็มไปด้วยบุญฤทธิ์  เทียบเท่ากับพระองค์มีสัปปุริสธรรม  ๗  ประการครบถ้วน คือ
             ๑.     รู้ธรรม  ได้แก่รู้จักเหตุแห่งผล เช่นรู้ว่า ทุจริตเป็นเหตุแห่งทุกข์  สุจริตเป็นเหตุแห่งสุข ดังนี้เป็นต้น 
 ๒.   รู้อรรถ  ได้แก่รู้จักผลประโยชน์และเนื้อความแห่งเหตุ เช่นรู้สุขเป็นผลแห่งสุจริต ทุกข์เป็นผลแห่งทุจริตเป็นต้น 
 ๓.   รู้จักตน  ได้แก่รู้จักว่าตน มีชาติตระกูล ทรัพย์ ยศ และคุณธรรมอย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะ 
 ๔.   รู้จักประมาณ ได้แก่รู้ทำ รู้พูด รู้คิด รู้แสวงหา และบริโภคเป็นต้น ให้พอสมกับเหตุการณ์ 
 ๕.   รู้จักกาล  ได้แก่รู้จักกาลเวลาอันสมควร ในการประกอบกิจนั้นๆ ทั้งส่วนคติโลกคติธรรม 
 ๖.    รู้จักบริษัท  คือประชุมชน ที่จะต้องประพฤติต่อกัน ให้เป็นประโยชน์ตามสมควรแก่ภูมิชั้น 
 รู้จักเลือกบุคคล ว่าควรคบหรือไม่ควรคบ แล้วรู้หลบเลี่ยงจากคนพาลทุจริต  ทรงเป็นพระโพธิสัตว์มีความสัตย์ความจริงทุกประการ ในแบบว่า เมื่อทรงพระเยาว์นั่งขัดสมาธิดำรงกายตรง เงาของต้นหว้าก็ตรงด้วย เป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก  ท่านจะหาอ่านได้ในปฐมสมโพธิ์ เพราะเหตุนี้ จึงนับได้ว่า พระองค์เข้าถึงอธิจิตต์ชั่วขณะ และต่อมาพระองค์ก็ได้เรียนวิชาถึงชั้นสูงสุด จนไม่มีครูจะสอน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงต้องเสด็จจรไป เพื่อแสวงหาโมกขธรรมถึงแดนไกล ก็เท่ากับพระองค์รู้จักอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย  อุทกภัย คือน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อครั้งยังไม่สิ้นกิเลส ก็เท่ากับอยู่ในห้วงมหรรณพอันท้วมทับและล้ำลึก  ถ้าพระองค์จะไม่เสด็จข้ามก็เท่ากับตกอยู่ในโอฆะกันดาร  น้ำใดไม่ปานน้ำพระธรรมอันล้ำลึก เมื่อครั้งหนึ่ง พระองค์เสด็จไปทรมานชฎิล พระองค์ลงไปนั่งในน้ำๆ นั้นก็กลายเป็นคล้ายขอบขัณฑสีมา เพื่อปราบชฎิลที่ มีทิฏฐิกล้าให้เสื่อมคลาย  พระองค์ยังลงไปนั่งเข้านิโรธได้ในระหว่างน้ำนั้น  เป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะประจักษ์กับตาที่ท่านได้ทัศนาเมื่อครั้งกระโน้น จึงได้จารึกเป็นแบบฉบับตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้  เพราะพระธรรมมีฤทธิ์ถึงปานนั้น ด้วยสัจจะอธิษฐานของพระพุทธองค์นั่นเอง จึงปราบชฎิลทั้งสามพี่น้องได้  ชฎิลทั้งสามนั้นจะเทียบเท่ากับ ทิฏฐิ อวิชชา ตัณหา ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของเวไนยก็ได้ ถ้าปรารถนาจะไปนิพพานแล้ว  ต้องข้ามโอฆะทั้ง ๓  ข้ามได้เพราะใจไม่ยึดตลอดถึงอุปาทานขันธ์  ดังสมเด็จพระภควันข้ามพ้นห้วงอุทกภัยได้ดังกล่าวแล้ว
 การจะข้ามพ้นจากอัคคีภัย  คือ ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นประดุจไฟอันแรงกล้า ที่ลุกลามเผาผลาญสรรพสัตว์ให้เดือดร้อนประการทั้งปวง เป็นประดุจปลูกบ้านไว้กลางป่าไม่ถางหญ้าให้รอบบ้าน ถ้าไฟป่าคือเหตุภายนอกลุกลามเข้ามาภายใน ก็เหมือนดังใจที่ถูกไฟเผาอันเร้ารอน ไฟภายนอกพอป้องกันได้  แต่ไฟภายในคืออัคคีอันร้อนแรง แสดงฤทธิ์ได้มากอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงดับเสียได้ ทั้งไฟภายนอกและไฟภายในไม่ให้เผาผลาญพระองค์ได้ พระองค์ได้เสด็จไปพระนิพพานเบิกบานเต็มที่ จนเป็นที่พึ่งของพุทธบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้  เพราะฉะนั้น  จึงต้องมีการหล่อพระประธานไว้แทนรูปของพระองค์ไว้สำหรับสักการะและนมัสการ จึงให้ชื่อว่าพระประธาน วัดโน้นวัดนี้มีทุกปาง สร้างกันเรื่อยโดยมีศรัทธาอันแรงกล้า เพื่อจะเป็นอนุสรณ์ แห่งการชนะละตัณหาให้สิ้นเชิงได้เมื่อไร ก็พ้นร้อนใจเมื่อนั้น
 โจรภัยนั้นร้ายมาก เพราะประเดี๋ยวอยากเป็นโน้นเป็นนี่มีอนันต์  ใจนั้นเจือปนไปด้วยอารมณ์และมารยา ถ้าไม่รู้เท่าอารมณ์ ก็จะเป็นโจรกรรมเข้าทำลายคุณธรรม หรือแย่งคุณความดีไปเสียจากตน จึงได้ชื่อว่า เป็นโจรที่ปล้นความดีจากใจที่บริสุทธิ์ของบุคคล เว้นเสียแต่องค์พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น  ที่พระองค์มีเครื่องป้องกันครบถ้วน  ทั้งมีบารมี  ๓๐  ทัศน์ เป็นเครื่องขจัดอัคคีภัย โจรภัย วาตภัยได้ทั้งมวล
 ส่วนวาตภัยนั้นร้ายมาก มีหลายหลาก ใต้ฝุ่นวุ่นจริงๆ ส่วนใต้ฝุ่นนั้นรู้ง่าย  เพราะประเทศไทยมีกองอุตุนิยมวิทยารู้ล่วงหน้าทุกครั้ง  เหมือนกับเมื่อครั้งกระโน้น พระองค์ดั้นพระอัสสาสะ ปัสสาสะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์มีพระรัศมีแต่วาตภัยภายนอกนั้น ป้องกันได้ด้วยวิริยบารมีธรรม ส่วนโอฏฐภัยนั้นป้องกันยาก  แต่ก็ป้องกันได้ ด้วยหัดละความชั่วและประพฤติความดี จึงไม่มีวาตภัย เป็นสุข  ได้หายใจสะดวกคล่อง เปรียบเหมือนผู้ฝึกจิตต์ดีแล้ว และมีเจตนาวิรัติตามแบบของพระพุทธองค์  ก็เป็นปิยบุตรของพระตถาคต เพราะจิตต์ที่ฝึกฝนเจตนาวิรัติขาดจากกามคุณ จึงจัดเป็นจิตต์ที่เป็นปราชญ์ เมื่อเป็นบัณฑิตแล้วย่อมมีแต่ความบริสุทธิ์ส่วนเดียว เพราะรู้เท่าขันธมารทั้ง  ๕  ดังพระบรมศาสดาได้ชนะมารมาแล้ว ก็สักแต่ว่ามีชีวิตอยู่ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่มีทุกข์โทษเกิดขึ้นได้ เพราะตื่นอยู่ด้วยสติ  จึงจัดว่าเหตุดีมีมงคลรอบจักรวาล  และได้พระนามว่า  พระพุทโธ ดังนี้
 สาธุชนมารู้สัปปุริสธรรมของพระพุทธเจ้าตามแบบ ก็ได้ชื่อว่ารู้สุตตันตปิฎก  เมื่อผู้ใดปฏิบัติตาม ก็เท่ากับมีพระไตรปิฎกอยู่ในตน ไม่เจือปนเหตุชั่วเกลือกกลั้วภัย
 อนึ่ง  เมื่อสาธุชนพุทธบริษัท จะดำเนินตามพระพุทธองค์แล้ว  ต้องพยายามทำตนให้มีอริยทรัพย์ทั้ง  ๗  ประการให้ครบถ้วน คือ
             ๑.     สทฺธาธนํ  ทรัพย์คือความเชื่อ ประกอตนด้วยเหตุผล 
 ๒.    สีลธนํ  ทรัพย์คือศีล ได้แก่ปกติกาย  วาจา  ใจ 
 ๓.   หิริธนํ  ทรัพย์คือความละอายต่อบาป 
 ๔.   โอตฺตปฺปธนํ  ทรัพย์คือความเกรงกลัวต่อบาป 
 ๕.   สุตธนํ  ทรัพย์คือการสดับตรับฟังธรรม คือความจริงอันประกอบด้วยเหตุผล 
 ๖.    จาคธนํ  ทรัพย์คือการสละส่วนที่ควรสละ และสละข้าศึกแก่ความจริงใจ 
 ๗.   ปญฺญาธนํ  ทรัพย์คือปัญญาเครื่องกำหนดรู้ 
 ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะและปัญญา  ได้อธิบายไว้ในแดนมธุรสแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายไว้ในที่นี้อีก ส่วนข้อ  ๖  จาคธนํ นั้น จักอธิบายไว้ตามสมควร 
 จาคะ  หรือทานการให้ คือให้สิ่งที่ควรให้ เช่นให้ข้าวน้ำและจตุปัจจัยทั้ง  ๔ แก่พระภิกษุพุทธบริษัท  เพื่อเป็นทานบารมี ให้เช่นนี้ควรให้ หรือบริจาคให้เป็นกุศล เช่น  โรงพยาบาลสงฆ์เป็นต้น หรือเสนาสนะซึ่งเป็นที่พักอาศัยสำหรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับบรรพชิต   เช่นสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างโรงเรียนนักธรรม และโรงเรียนประชาบาล ล้วนแต่เป็นทานทั้งสิ้น  แต่การให้เพื่อตอบแทนบุญคุณไม่นับเข้าในทาน ณ ที่นี้ การให้ธรรมเป็นทาน ให้อภัยทาน หรือให้ชีวิตเป็นทานย่อมประเสริฐสุด  สมมติว่าบุคคลผู้หนึ่งถึงคราวจะต้องตายอยู่แล้ว  บังเอิญมีผู้ให้โลหิตเพื่อช่วยชีวิตของผู้นั้น จะเรียกว่าให้ชีวิตเป็นทานก็ได้ คนหรือสัตว์มีความผิดโทษถึงประหารชีวิต แต่เราไม่เอาผิด ปล่อยให้ชีวิตเขาปลอดภัย ก็ชื่อว่าให้อภัยทาน ให้ชีวิตเป็นทาน เรียกว่าเป็นทานอันประเสริฐ  พูดถึงทานแล้วรู้สึกว่าไม่จบสักที เพราะมีทานชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ ดังพระท่านอธิบายไว้หลายอย่าง  จึงไม่จำเป็นจะอธิบายไว้ในที่นี้ การให้ทานนั้นต่างกัน ให้นามธรรม เช่นให้อภัยทาน หรือให้ธรรมทานบ้าง  ให้รูปธรรม เช่นให้ปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีพ    ทานขั้นต่ำ ที่เรียกว่าทาสทานนั้นคือให้ของเลว เช่นของที่เขาให้แก่ทาส แต่ก่อนนั้น ให้แก่วณิพกยาจกเข็ญใจ ก็ยังมีผลานิสงส์เช่นกัน  ถ้าผู้ให้ๆ โดยสัจจะเคารพแล้ว ย่อมได้อานิสงส์มาก แต่ไม่เท่าสร้างพระประธานไว้เป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน พร้อมทั้งสร้างโบสถ์ด้วย เพราะก่อให้เกิดกุศลบำเพ็ญประโยชน์ทั้ง  ๓  ให้บริบูรณ์ เหตุนี้จึงจัดเข้าในทานประเภทที่หนึ่ง
 การที่ได้พร้อมใจกันสละทรัพย์และทองเหลืองทองแดง ได้สร้างพระประธานองค์ใหญ่เช่นนี้ เรียกว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐ เพราะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับสาธุชนพุทธบริษัท ได้นมัสการและสักการบูชาอยู่เสมอ เท่ากับเป็นที่ยึดเหนี่ยว และได้เห็นพระรูปพระโฉมของพระพุทธองค์ ภาพของพระองค์ทีเดียว อาจเป็นเหตุจูงใจให้ระลึกถึงพระคุณของพระองค์ คือพระธรรมความจริงและพระสงฆ์สาวก ผู้ได้ศึกษาปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์สุขสืบมา  ถ้าผู้ปฏิบัติไม่มีที่ยึดที่เหนี่ยว ก็จะไม่ทราบว่า จะได้สิ่งใดเป็นที่กระตุ้นเตือนกุลบุตรกุลธิดาทั้งหลาย ในด้านทัสสนานุตตริยะอีกด้วย  เป็นเหตุให้ช่วยในด้านคำสอน คือ ถ้าฝังแต่คำสอนแล้ว ไม่เห็นพระองค์ท่านเสียเลย ก็จะไม่เชื่อมั่น  เพราะฉะนั้น เขาจึงหล่อพระประธานไว้เป็นพยานแห่งพระพุทธเจ้าทีเดียว นับตั้งแต่เกิดมา ได้พบพระพุทธศาสนา ดิฉันก็เพิ่งจะได้ร่วมใจกับพุทธบริษัท  สร้างพระประธานขัดเงาคราวนี้ ที่เป้นพระองค์ใหญ่หน้าตักถึง  ๓  ศอกคืบ ท่านทั้งหลายที่ได้พร้อมใจกันสร้างพระประธานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ นานๆ จึงจะมีสักครั้ง เพราะโดยมาก เขาสร้างพระปิดทองกันเป็นส่วนมาก พระขัดใหญ่ๆ  เช่น พระพุทโธใหญ่อย่างองค์นี้ เห็นว่ามีน้อย ไม่ใคร่จะได้ทำบุญอย่างงดงามเช่นนี้เลย  ท่านทั้งหลายได้บริจาคแล้ว  ท่านจะปรารถนาสิ่งใดในการสร้างครั้งนี้ ขอให้ท่านจงสำเร็จด้วยดี ให้ได้ร้อยเท่าพันทวีเป็นปัจจุบัน  เพราะดิฉันได้อธิษฐานเททอง และเมื่อคราวหล่อ ก็ได้อธิษฐานช่วยพระเดชพระคุณท่าน  จนเป็นผลสำเร็จมาคราวหนึ่งแล้ว  คราวนี้จะขอถวายพระเนตรและเบิกพระเนตรเป็นการสมโภชครั้งใหญ่  ถ้าท่านทั้งหลายไสร้างพระพุทโธใหญ่ไว้เป็นที่ระลึก ในการบริจาคทานแล้ว ก็จะมีแต่ความเกษมสำราญนิราศภัย แม้มาคนเดียวไม่มีเพื่อนสอง แต่กลับมีศรัทธาเป็นเพื่อนสองของท่าน  จึงป้องกันภยันตรายพิบัติขัดข้องทุกประการ ถ้าท่านปรารถนาเอาทรัพย์ ยศ ศฤงคารในปัจจุบัน ก็จงได้ในชาตินี้สมประสงค์ดังความปรารถนาของท่าน  ทายกทายิกาทั้งหลายที่ท่านพร้อมใจกันสละทรัพย์  เกือบจะนับได้ว่าเป็นแสน ถ้าท่านจะระลึกกำหนดให้กุศลทานนี้ ทดแทนในชาตินี้ ให้มั่งมีเป็นเศรษฐีรุ่งเรือง สุกใสใจเป็นธรรม จะได้ข้ามโอฆะกันเสียที  เพราะมีพระประธานไว้เป็นที่ระลึก  ให้เร่งศึกษาตามรอยของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะได้รู้เท่าทันกันเสียที ให้เป็นเศรษฐีทุกๆคน  สวัสดี ฯ
                                                                                                                                                                                                       บุญเรือน  โตงบุญเติม
                                                                                                                ป. ศิริรัตน์  คัด
 Picture-8-032(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.153.xx  |   เมื่อ: 19 เมษายน 2555 เวลา: 8:39:31 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"จากที่พอสัมผัสพลังภายในของพระกริ่งพุทโธคลัง(รุ่นแรก)นี้คร่าวๆ รู้สึกได้ว่า เจ้าของพระ(คุณแม่บุญเรือน)นี้ ออกจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะดุและเข้มงวดมิใช่น้อย  จะไปทำล้อเล่นมิได้ หาไม่แล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะงานเข้าได้ง่ายๆเลยทีเดียวนะครับ..!!!!!!!"
                                                                    นักเล่นวิทยาคมสายเหนือ
 DSC09751_jpg1(3)(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.153.xx  |   เมื่อ: 19 เมษายน 2555 เวลา: 8:58:18 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"คนเข้มงวดสัจจะแรงกล้ามั่นในธรรมอย่างยิ่งยวดอย่างคุณแม่บุญเรือนนั้น  ไม่ใช่ใครบอกกล่าวอัญเชิญแล้วท่านจะมาให้เต็มๆทุกครั้งไป ก็หามิได้  หากท่านพิจารณาดูแล้ว กาล,สถานที่,บุคคลไม่บริสุทธิ์ถึงพร้อมเป็นที่พึงใจจริงๆแล้ว ท่านก็อาจจะไม่มา หรือหากจำเป็นต้องมา ก็มาแบบเสียไม่ได้เอาได้ง่ายๆเหมือนกัน..!!!???!!!"
แต่....
"พระพุทโธคลัง รุ่นแรกนี้ โฟกัสของคุณแม่บุญเรือนชัดเจนมากๆ (ธรรมธาตุ)คุณแม่บุญเรือนท่านลงมาแบบเต็มๆ  โดยหากจะว่าไปแล้ว พระกริ่งพุทโธคลังรุ่นแรกนี้ มีอานุภาพไม่แพ้พระมงคลมหาลาภเมื่อปีพ.ศ.2499 เลยแม้แต่น้อย  ดีไม่ดี พลังด้านมหาลาภยังจะสูงเลยล้ำยิ่งไปกว่าเสียอีกด้วยซ้ำน๊ะ..!!!!!!!!!"
                                                                                            หน่วยสืบราชการลับทางจิตสาย"โพธิ" ผู้บวงสรวงพระพุทโธคลัง รุ่นแรก
 DSC07916(2).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.168.x  |   เมื่อ: 20 กันยายน 2555 เวลา: 9:10:15 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"พระกริ่งพระพุทโธคลัง รุ่นแรกนี้ โชคลาภรุนแรงที่สุด  ทั้งแรงทั้งไว ลาภมาแบบโครมใหญ่และคาดไม่ถึงอย่างชนิดไม่นึกไม่ฝันและไม่ทันตั้งตัวอย่างน่าอัศจรรย์ อันเกิดแต่อำนาจของธรรมธาตุอันสูงสุดที่แผ่ซ่านซึมซาบไปทั่วทั้งสกลจักรวาลโลกธาตุ (ยิ่งเมื่อผนวกกับกำหนดของฟ้าและประกาศิตของคุณแม่บุญเรือนที่ตั้งใจจะโปรดคนในยุคเข็ญไว้ล่วงหน้า ยิ่งไม่ต้องพรรณนา)" 
แต่..............
"พระกริ่งพุทโธคลังรุ่นแรกจะใช้ยากกว่ารุ่นสอง เพราะพระกริ่งพุทโธคลังรุ่นแรก ซึ่งเป็นรุ่นเปิดตัวนี้ สำเร็จด้วยธรรมเบื้องสูงสุด(ธรรมธาตุ) คนที่จะบูชาก็ต้องมีศีลมีธรรมอยู่ในระดับที่น่าพอใจด้วย จึงจะใช้แล้วได้เรื่อง(ได้ลาภ) แต่เรื่องนี้ ไม่ต้องแปลกใจหรือกังวลใจ เพราะเบื้องบนได้"ล็อคสเป็ค"ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าพระกริ่งชุดสำคัญนี้ จะได้แก่ใครบ้าง (ซึ่งล้วนเป็นระดับคีย์แมนที่จะสืบหรือเป็นกำลังส่งเสริมพระศาสนาไปในกาลอนาคตเป็นหลัก) จึงเป็นเหตุให้สร้างได้จำนวนที่น้อยมากๆ ในขณะที่พระกริ่งรุ่น 2  เป็นรุ่นแบบชิลด์ๆ  ลาภมาเรื่อยๆไม่ขาดสายแบบสบายๆ แต่จะไม่โครมครามเปรี้ยงปร้างตึงตังเหมือนรุ่นแรก รุ่นสองนี้เป็นรุ่นที่ใครใช้ก็ได้ แบบโปรดสรรพชีวิตทั่วไป   สำเร็จด้วยอำนาจของเทวดาเป็นหลักน๊ะ..!!!!!!!!!!!!"    
 
                                                                                             หน่วยสืบราชการลับทางจิตสาย"โพธิ"+ "พุทไธสวรรย์"+"หนองป่าพง"
 4444(7)(58)(120).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 14 มกราคม 2557 เวลา: 10:53:12 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
และเนื่องจากในยุคนี้สมัยนี้เป็นยุคเรียวยุคเสื่อม ด้วยเลยยุคกึ่งกลางพระศาสนามากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว พระอริยเจ้า(ของจริง)แท้ๆที่ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ จิตหลุดพ้น บรรลุถึงความเป็นธรรมธาตุสอุปาทิเสสนิพพานแท้จริง หาได้ยากยิ่งกว่าแต่ในสมัยเมื่อปีพ.ศ. 2499 อย่างเทียบกันไม่ได้ 
จะเหลียวมองไปทางไหน หากไม่นับพระคณาจารย์ที่เป็น"ของจริงของแท้"ที่นับวัน มีแต่จะร่วงโรยจนหร็อมแหร็ม(หากไม่มรณภาพแล้วหรือชราเกินกว่าจะมาได้ หรือไม่ก็ถูกกรรมการวัดรวมหัวกับเซียนพระกักตัวเอาไว้ผูกขาดเพียงวัดเดียวคณะเดียว) ก็เจอแต่"สมมุติสงฆ์(สมมุติว่าเป็นสงฆ์) สมมุติพระ(สมมุติว่าเป็นพระ)
หรือที่หนักหนา ก็เห็นจะเป็น"สมมุติเกจิ"(สมมุติว่าเป็นเกจิอาจารย์) และ"สมมุติอริยะ"(สมมุติว่าเป็นพระอริยะ)กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
นี่ยังไม่นับ"พุทธภูมินะจ๊ะ" กับ "ภิกษุณี(ปลอม)นะคะ"ให้ทายกทายิกาเห็นแล้วแทบจะลมสว้านจะใส่ตาย แล้วรีบกราบลาไปนิพพานโดยไวล่วงหน้าก่อนอีกรู้จะเท่าไรต่อเท่าไร
ก็เมื่อมีเหตุให้ได้มาสร้างพระพุทโธคลังในยุคที่เป็น"กลียุค" ซึ่งขาดแคลนพระอริยเจ้าและพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณอย่างหนักเช่นนี้ แล้วจะทำด้วยประการฉันใดดีกันละนี่..?????
 เริ่มที่จะเข้าใจและเห็นใจ คนรู้มากอย่าง"พุทธวงศ์"ที่จำต้องซีเรียสในเรื่องของพระของสงฆ์มากมายอะไรเช่นนี้บ้างหรือยัง..????
เพราะในโลกของความที่เป็นจริง อะไรๆมันไม่ได้ง่ายๆหรือเรียบหรูดูดีมีสไตล์ไฮคลาส(สำนวนวัดใหญ่วัดหนึ่ง)ไปทั้งหมดอย่างที่มีการจัดฉากหลอกตาคนที่ไม่รู้เอาไว้ไปทุกอย่างเสียเลย
ก็หากกรณียะดังว่านี้ เป็นเรื่องของมนุษย์ปุถุชนคนฆราวาส จะไม่ไปว่าไปเกี่ยวไปข้องด้วย
เพราะถือว่า ทุกคนมีกรรมเป็นกำเนิด เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นพวกพ้อง เป็นทายาทกันทั้งนั้น
ไม่ว่ากันอยู่แล้ว....
แต่สำหรับ"พระ"นั้น ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ผิดนิดพลาดหน่อย ก็อาจจะถึงขั้น"หัวขาด"(อาบัติหนักจนถึงขั้นขาดจากความเป็นพระ)ได้แล้ว...
จึงจำต้องซีเครียดเข้มงวดในการคัดสรร อย่างไม่มีข้อยกเว้นหรืออ่อนข้อให้ใดๆทั้งสิ้น
ยิ่งเป็นกรณีของการอภิเษกสร้างพระสุดยอดแห่งแผ่นดินอย่าง"พระพุทโธคลัง รุ่นแรก"ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ผู้เข้มงวดในศีลในสัจจะอย่างยิ่งถึงขั้นปรมัตถ์ ด้วยแล้ว ยิ่งจำต้องเคร่งครัดเป็นจตุรทวีตรีคูณเป็นร้อยเท่าพันเท่า มิให้มีใดต้องมัวหมองให้เสื่อมเสียแม้แต่เพียงน้อยเดียวได้เลย..!!!!!!!!!!!!!!
ในเมื่อมีเหตุให้ได้มาสร้างพระพุทโธคลังในปพ.ศ. 2555  อันเป็นยุคที่เป็น"กลียุค" ซึ่งขาดแคลนพระอริยเจ้าและพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณที่เก่งแท้แน่จริงอย่างหนักเช่นนี้  แต่ปรารถนาจะให้พระที่สร้างออกมามีคุณภาพและอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนหรือเทียบเท่าใกล้เคียงกับของเก่า พิธีโสฬสมหาพรหมเมื่อปีพ.ศ. 2499 ที่คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมเป็นเจ้าของพิธี   หลวงพ่อลี วัดอโศการาม เป็นเจ้าพิธีฝ่ายสงฆ์  โยคีฮาเล็บผู้สำเร็จวิชชาพรหมศาสตร์จากประเทศอินเดียเป็นเจ้าพิธีฝ่ายฆราวาส  และมีพระอริยอรหันต์เจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งธรรมสายกรรมฐาน  มีพระอาจารย์สิงห์ หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้นเป็นอาทิมานั่งปรกเกือบ 200 รูป  ฯลฯ  แล้วจะทำด้วยประการฉันใดดี..????????
เพราะหากทำมาแล้ว "ไม่ดีจริง" ก็ไม่อยากจะทำออกมาให้อายมนุษย์อายเทวดาไปเปล่าๆปลี้ๆ
และไหนๆจะเหนื่อยทั้งที ก็ต้องให้"สุดๆไปเลย" ชนิดที่ตายแล้วเกิดใหม่สักร้อยชาติพันชาติ ใครๆก็ทำเทียบหรือเลียนแบบซ้ำสองไม่ได้ ค่อยคุ้มเหนื่อยหน่อยนะครับ
ครั้นจะให้ทำแบบ"ทื่อๆตรงๆ" อย่างทั่วๆไป แล้วนิมนต์พระ(อะไรก็ได้)มาสักแสนสักล้านรูป (แต่คุณภาพจิตและปัญญาบารมีธรรมเทียบเท่ากับหลวงปู่ดูลย์องค์เดียวได้หรือเปล่าก็ไม่รู้)มาสวดมานั่งปรก อีกกี่ชาติจะสู้ของเก่าเพียงสักเสี้ยวหนึ่งได้หรือไม่ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าคิดให้จงหนักเลยทีเดียว..??????
จะทำอย่างไรดี..????????
จะทำอย่างไรดี..????????????
จะทำอย่างไรดี..??????????????????
 spd_20131011140749_b.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 14 มกราคม 2557 เวลา: 10:57:41 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
ไปๆมาๆ ก็ได้คิดว่า งานนี้ เราจะใช้แต่"แรง"หาได้ไม่ต่อไปอีกแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย ก็สู้ยุคเก่าสมัยคุณแม่บุญเรือนไม่มีทางได้อยู่แล้ว
เพราะ"ต้นทุน"น้อยกว่ากันมากกว่ามากจนเทียบกันไม่ได้นั่นแล
งานนี้ จำจะต้องย้อนยุค ด้วยการหยุดคิดหยุดปรุง ทำใจให้ใสๆแบบเด็กๆ แล้ว "ใช้หมองนั่งมาธิ"แบบที่"เซนงิ คุมารุ"(อิคคิวซัง)เคยใช้หาวิธีทางอื่นทดแทนให้จงได้ทีเดียว......
งานใหญ่ยิ่ง  อย่างตอนช่วยวัดพระพุทธบาทสี่รอยจนโด่งดังหรือสร้างพระสุธรรมเจดีย์จากอากาศหรือความว่างเปล่า เราก็เคยทำสำเร็จมาแล้ว
เรื่องเช่นนี้ มันต้องมีหนทางจนได้สิน่า.....
ป๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ......................
 mqdefault.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 14 มกราคม 2557 เวลา: 11:01:32 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                          หมายเหตุพิเศษ , เรื่องเช่นนี้ หลายๆคนอาจจะนั่งหัวร่องอหงายจนแทบจะลงไปดิ้น ด้วยเห็นว่า เป็นเรื่องที่เด็กๆ หรือไร้สาระอย่างหาที่ลงไม่ได้
แต่โดยส่วนตัวแห่ง"พุทธวงศ์"แล้ว เรื่องที่ดูเด็กๆหรือ bullshit แบบนี้แหละ หากนำมาพลิกแพลงแล้วใช้ให้เป็นแล้ว ก็สามารถทำการใหญ่ยิ่งบางอย่างได้อย่างคาดไม่ถึง
และ"พุทธวงศ์"ก็เคยทดลองนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงจนสำเร็จมาหลายเรื่องแล้วด้วย
จริงๆนาคัฟ....
เคยทราบมาว่า  จิตที่เหมาะแก่การภาวนามากที่สุด หรือจิตที่พระชั้นสูงเมตตาโปรดปรานเป็นพิเศษ คือจิตที่บริสุทธิ์ซื่อๆใสๆและไร้มายาแบบเด็กๆ นี่แล
ส่วนจิตแบบผู้ใหญ่เจนโลกย์ที่โลกนิยม แต่มัวหม่นดำมืด เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก มากด้วยร้อยสันพันคม  หาสัจจะความจริงใจที่แท้มิได้  จะภาวนาจนสำเร็จในฝักฝ่ายแห่งสัมมาได้หรือไม่  พระหรือเทพชั้นสูงที่มีหูตาดี จะเอาจะเล่นด้วยหรือไม่  ใครๆก็น่าที่จะตอบคำถามนี้ได้ไม่ยากเป็นแน่.... 
ชิมิ ชิมิ ชิมิ..?????
 ikkyu.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 14 มกราคม 2557 เวลา: 11:05:36 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
ปิ๊งงงงง....!!!!!!!!!!!!!
 spd_20130628210832_b(1).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 14 มกราคม 2557 เวลา: 11:15:17 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"มหาวิสุทธิธรรมธาตุอภิเษก"   http://www.gmwebsite.com/Webboard/Topic.asp?TopicID=Topic-111217074564955&PageNo=1&Other=#LoopStart
 untitledDT(1).bmp
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 19 มกราคม 2557 เวลา: 9:58:43 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เข้าใจหรือ..???????
เข้าใจถึงวิธีการที่ พุทธาภิเษกพระพุทโธคลัง รุ่นแรกเพียงแค่วันเดียว มีพระมานั่งปรกไม่ถึง 10 รูป แต่เมื่อท่านผู้รู้แจ้งตรวจสอบ กลับพบว่า พระพุทโธคลัง รุ่นแรกนี้ มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลใกล้เคียงกับพระมงคลมหาลาภที่มีพระอัจฉริยคณาจารย์ระดับหัวกะทินับร้อยรูปมานั่งปรกเมื่อปี 2499 อย่างน่าละลานใจ 
โดยเฉพาะผลทางด้านลาภของพระพุทโธคลัง รุ่นแรก วิ่งเลยพระมงคลมหาลาภไปหลายช่วงตัว 
บางรายถึงกับว่า พลังทางด้านลาภผลของพระพุทโธคลัง รุ่นแรกนี้ ไม่แพ้และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระของขวัญวัดปากน้ำที่หลวงพ่อสดกับพระเณรที่ได้วิชชาทั้งวัดมาช่วยกันอัญเชิญ "พระพุทธเจ้าในพระนิพพาน มีธรรมกายมากด้วยกัน"มาเสกให้ตลอดไตรมาส 3 เดือนแม้แต่เพียงน้อยนิดถึงปานนั้นได้.???????!!!!!!!!!!!!???????
และเริ่มที่จะนึกออกหรือยังว่า ทำไมการบำเพ็ญบารมีแบบ "ปัญญาธิกะ" ที่ใช้เวลาการสร้างบารมีน้อยกว่า แต่จึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ไวกว่า เหนื่อยน้อยกว่า เจ็บตัวน้อยกว่า ทรมานน้อยกว่า สบายกว่า หลุดพ้นเร็วกว่า  ช่วยคนได้ทันท่วงทีกว่า  การบำเพ็ญบารมีแบบ "วิริยาธิกะ" ถึง 4 เท่าตัว.???????????????
ฉันใด ก็ฉันนั้นนั่นแล.........
เข้าใจล่ะหรือ..??????????????????????
 DSC0546888888888888(1)(1).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 20 มกราคม 2557 เวลา: 7:52:19 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"เป็นการที่ฉลาด ฉลาดมากๆ ที่รู้จักคิดอ่านอัญเชิญ พระธรรมธาตุ("พระธรรมของพระพุทธเจ้า"ตามสำนวนของคุณแม่บุญเรือน) มาประสิทธิมงคลแก่พระพุทโธคลังจำลองรุ่นแรกจนศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงขนาดนี้...."
 
                                                                                              นักปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง
 avatar85149_3(10)(1)(6).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 20 มกราคม 2557 เวลา: 8:27:10 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ตอนแรก ผมเองซึ่งนับถือคุณแม่บุญเรือนมาแต่ก่อนได้เห็นคุณในเว็บ ก็ไม่แน่ใจ ว่าจะเป็นพวกหลอกลวงหรือสิบแปดมงกุฏหรือเปล่า เลยให้แฟนที่เป็นนักปฏิบัติสายวัดปากน้ำเข้าธรรมกายมาส่องดูคุณ ว่าดีร้ายประการใด (สงสัย เวรกรรมตามทัน ชอบให้หน่วยสืบราชการลับทางจิตไปตรวจพระตรวจเจ้ามานักต่อนัก  คราวนี้เลยถูกย้อนศรโดนส่องเอาเองบ้าง โดนซะ..!!!!!!)ปรากฏว่า แฟนของผมเห็น เป็นแก้วใสๆครอบศีรษะของคุณไปทั้งหมด เลยรู้ได้ว่า คุณคงมิใช่พวกชั่วร้ายพวกหลอกลวงใดๆแน่ๆ  เลยเริ่มสนใจพระพุทโธคลังที่คุณเนาว์สร้างมาโดยลำดับ..."
"ครั้นเมื่อได้มาแล้ว ก็เลยมาให้แฟนนั่งธรรมกายตามแบบวัดปากน้ำตรวจดู ก็พบว่า พระพุทโธคลัง รุ่นแรก ของวัดสารนาถฯนี้ พลังแรงมากๆ แรงจริงๆ โดยเฉพาะพลังทางด้านโชคลาภ แรงสุดๆ เผลอๆจะแรงเทียบเท่าหรือยิ่งกว่าพระของขวัญวัดปากน้ำรุ่น 1 ที่ว่าลาภแรงจัดๆไปเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องกล่าวถึงพระพุทโธคลังที่ออกจากวัดอื่นๆสำนักอื่นๆในยุคเดียวกัน ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย เพราะทำพิธีไม่ถึงขั้นที่คุณเนาว์ทำ แถมบางรุ่นมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝงเข้ามาอีกต่างหาก ญาณคุณแม่บุญเรือนท่านรู้ ท่านก็ไม่ยินดีอนุโมทนาและลงมาทำให้ พลังจึงมีแต่ของเกจิอาจารย์ที่มานั่งปรกปลุกเสกเท่านั้น แต่หามีคุณแม่บุญเรือนไม่  ผมถึงว่า เทียบกับของที่คุณทำไม่ได้เลยเลยนั่นอย่างไรเล่า..!!!!!!!???????"
"สิ่งที่สำคัญที่สุดของพระพุทโธคลัง รุ่นแรกที่คุณเนาว์ทำให้วัดสารนาถฯนี้ ก็คือการที่คุณแม่บุญเรือนท่านลงประสิทธิ์แบบเต็มๆ แฟนผมนั่งธรรมกายเห็นแม่ชีโกนศีรษะท่านหนึ่งอยู่ในองค์พระพุทโธคลังรุ่นแรกนี้ด้วย แต่เพราะเป็นคนละวัดคนละสาย แฟนผมซึ่งอยู่สายวัดปากน้ำหลวงพ่อสดจึงไม่รู้จัก ก็ออกปากถามผมว่า พระนี้แปลกนะพ่อ ทำไมมีแม่ชีอยู่ในองค์พระด้วย..?????? เมื่อได้ฟัง ผมก็ได้แต่ยิ้ม นึกออกทันทีเลยว่า แม่ชีที่แฟนผมใช้ธรรมกายส่องดูเห็นอยู่ในองค์พระพุทโธคลังที่คุณเนาว์ทำนี้ จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้อีกแล้วนอกจากคุณแม่บุญเรือนของเรานี่เอง..!!!!!!!!!!!"
           อดีตนายตำรวจใหญ่แห่งสน.บางยี่เรือ ฝั่งธนบุรี (ขอสงวนนาม ซึ่งเป็นผู้มอบ "ผ้าสถิตพระธรรม" ที่เทวดาไปถอนมาให้คุณแม่บุญเรือนจนเป็นเหตุให้ได้สร้างพระพุทโธกลางแจกลูกศิษย์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นของมหามงคลที่หายากกว่าถุงเขียวเหนี่ยวทรัพย์เป็นหมื่นเป็นแสนเท่าแก่"พุทธวงศ์"เป็นการเฉพาะ)
 untitledBR.bmp
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 21 มกราคม 2557 เวลา: 8:07:17 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                           หมายเหตุพิเศษ , ก็หากจะว่ากันจริงๆ  การตั้งพิธี "มหาวิสุทธิธรรมธาตุอภิเษก"แห่ง"พุทธวงศ์"เพื่อใช้ในการพุทธชัยมังคลาภิเษกพระพุทโธคลัง รุ่นแรกจนมีพลานุภาพสูงสุดดังว่า  ก็ดุจหนึ่งจะได้จำลองและปริวรรตแนวคิดและวิธีการของจูกัดเหลียงขงเบ้งตอน "รื้อฟื้นสัมพันธไมตรี" http://www.youtube.com/watch?v=I6br6kvfkiI ที่ เพียงชั่วนั่งชมปลาในสวน ก็สามารถวางอุบายถอยทัพ 5  สายของโจผี ซึ่งมีรี้พลสกลไกรหลายแสนให้กลับไปได้โดยที่มิทันต้องเยื้องกรายออกจากจวนไปรบแม้เพียงครึ่งก้าว มาประยุกต์ใช้ก็ไม่ปานฉะนั้น
เข้าใจหรือ..?????????????
 1010534_778372315510586_317235792_n1.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.98.142.xxx  |   เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา: 8:22:31 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ฮื้อ นี้พระอะไรกัน  ทำไมจึงเห็นมีแต่เงินทองเต็มไปหมดถึงขนาดนี้ได้ เขาทำเขาเสกกันอย่างไรกันนะนี่..?????!!!!!!?????"
      คุณโจ้ ศิษย์สายสำนัก"ดูจิต"รุ่นแรกๆ อุทานหลังจากที่มีผู้นำพระกริ่งพุทโธคลัง รุ่นแรกมาให้"ดูพลังพระ"ครั้งหนึ่ง
 4444(7)(101)(32)(1)(6)(3).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2557 เวลา: 10:23:20 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
นอกจากนี้  การตั้งพิธีมหาวิสุทธิธรรมธาตุอภิเษกพระพุทโธคลังจำลองรุ่นแรกในการดังกล่าว "พุทธวงศ์"จึงไม่คิดจะนิมนต์พระเกจิอาจารย์จำนวนมากๆ (แต่ต่างสาย ต่างจริต ต่างวิชชา ต่างที่มา และต่างคุณธรรม)มานั่งปรกให้เปลืองปัจจัยใส่ซองถวายและให้พลังงานแห่งพุทธคุณในองค์พระต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ขาดความเสถียรและความเป็นเอกภาพโดยไม่จำเป็นไปเปล่าๆปลี้ๆ
แต่จะ คัดเอาเฉพาะพระวิสุทธิยาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ และเข้าถึงรู้ซึ้งถึงสภาวะแห่ง"ธรรมธาตุ"(จิตพระอรหันต์ที่เข้าถึงอนุทิเสสนิพพาน)อย่างแจ่มแจ้งแท้จริงที่"พุทธวงศ์"ได้คัดกรองและเลือกมามานั่งปรกและเดินญาณมาร่วมพิธีพุทธาภิเษกในครั้งนี้เป็นสำคัญเท่านั้น
ด้วยโจทย์และข้อแม้เพียงนี้ พระเกจิอาจารย์ในยุคปัจจุบันจะเหลือสักกี่องค์กันที่ทรงคุณธรรมและคุณพิเศษสูงพอที่จะ"ฝ่าด่านอรหันต์"เข้าข่ายดังว่านี้ได้..???????
และที่สำคัญที่สุดก็คือ พระวิสุทธิอาจารย์ที่แจ่มแจ้งใน"ธรรมธาตุ"ดังกล่าว ก็ต้องรู้การและไม่ไปกดข่มหรือกลบทับพลานุภาพของคุณแม่บุญเรือนในเสียความเป็นใหญ่ในทางใดๆอีกเช่นกันด้วย
เพราะพระพุทโธคลังนี้ เป็นพระของคุณแม่บุญเรือน จึงต้องให้เกียรติ ยกย่องให้คุณแม่บุญเรือนเป็นใหญ่ เป็นประธานอย่างถึงที่สุด แม้คุณแม่ท่านจะอยู่ในสภาวะแห่งธรรมธาตุอันเหนือโลกพ้นโลกไปแล้วก็ตาม
นี้เป็นการอนุวัตรตามคำสั่งของหลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี  1 ใน 10 แห่งอนาคตวงศ์ได้เคยสั่งเอาไว้ว่า
"ทำอะไร ต้องให้เป็นอย่างนั้น  ทำกวนอิม ก็ต้องให้เป็นกวนอิม ทำตั๊กม้อ ก็ต้องให้เป็นตั๊กม้อ ทำร. 5 ก็ต้องให้เป็น ร.5"
ก็ในเมื่อการครั้งนี้ เราทำพระพุทโธคลังของคุณแม่บุญเรือน ก็ต้องให้พระพุทโธคลังจำลอง รุ่นแรกนี้ มีความเป็นคุณแม่บุญเรือนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงจะนับว่าควรแท้
ด้วยจิตเจตนาที่ตรงแน่ว อย่างไม่มีการเอนเอียงออกนอกลู่แบบนี้ เข้มข้นและเข้มงวดถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ,สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี หรือที่ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตที่โดยส่วนตัวมีความเคารพนับถือยิ่งยังทรงสังขารหรือมีชีวิตอยู่  แต่หากนิมนต์ท่านเหล่านี้มานั่งปรก แล้วทำให้พลังของคุณแม่บุญเรือนในพระพุทโธคลังนี้ต้องถูกลบเลือนให้จางคลายไป "พุทธวงศ์"ก็อาจจะต้องตัดใจไม่นิมนต์มานั่งปรกเหมือนกัน..!!!!!!!!!!!!!!!!!!
พระของใคร ใครคนนั้นต้องสำแดงฝีมือลุยเอง จึงจะนับว่า OK. นะครับ....
ถูกต้องตามการที่ควรจะเป็นอย่างยิ่งจนถึงที่สุดหรือไม่..?????????????????????
 DSC01152.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2557 เวลา: 10:55:51 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                               หมายเหตุพิเศษ 1,แต่นับเป็นโชคดีที่พระอริยเกจิคณาจารย์ที่ทรงภูมิรู้ทรงญาณชั้นสูงจริงๆ ท่านล้วนรู้กฏกติกามารยาทในทางทิพยสภาวะ  เพียงท่านใช้ญาณส่องดูชั่วแว๊บเดียว และรู้ว่าพระนี้ มีเจ้าของค้ำอยู่ แม้องค์ท่านจะเก่งเท่าหรือเก่งกว่า ก็ต้องให้เกียรติเจ้าของเดิม ไม่ไปก้าวล่วงกดทับพระที่มีเจ้าของให้เสียเอกลักษณ์ในทางใดๆไป แต่เพียงอาจจะช่วยเสริมในส่วนที่ขาด หรือเพิ่มพูนความเป็นสิริมงคลพิเศษเพิ่มให้ แต่พลังหลักยังเป็นของเจ้าของเดิมอยู่ดี อย่างนี้จึงถูกต้องตามการที่ควรโดยแท้
                                            หมายเหตุพิเศษ 2, ยกเว้น กรณีที่เจ้าของพระเจ้าของรูปที่ปลุกเสกไม่ใช่เป็นพระทรงฌาณทรงอิทธิจิต อาจจะเป็นพระฝ่ายปริยัติที่มียศ มีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ มีลูกศิษย์ลูกหาบริวารมาก แต่ไม่มีคุณวิเศษใดๆ หรือถ้ามี ก็อ่อนเต็มที ไปช่วยคุ้มใครไม่ค่อยจะได้ พระคณาจารย์เจ้าที่มานั่งปรก ก็จำต้องใส่พลังจิตวิชชาอาคมไปมากหน่อย เพื่อให้คนที่ได้ไปพอรักษาตัวคุ้มชีวิตให้รอดอันตรายได้บ้าง  งานนี้ ถึงจะเสกเกินหน้าเจ้าของพระเจ้าของรูปไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการกู้หน้ารักษาเกียรติให้ด้วย ไม่ผิดกติกามารยาทแต่อย่างใด
เข้าใจหรือ..???????????????
 DSC08777.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 8 พฤษภาคม 2557 เวลา: 7:08:20 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

นอกจากนี้  การตั้งพิธีมหาวิสุทธิธรรมธาตุอภิเษกพระพุทโธคลังจำลองรุ่นแรกในการดังกล่าว "พุทธวงศ์"จึงไม่คิดจะนิมนต์พระเกจิอาจารย์จำนวนมากๆ (แต่ต่างสาย ต่างจริต ต่างวิชชา ต่างที่มา และต่างคุณธรรม)มานั่งปรกให้เปลืองปัจจัยใส่ซองถวายและให้พลังงานแห่งพุทธคุณในองค์พระต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ขาดความเสถียรและความเป็นเอกภาพโดยไม่จำเป็นไปเปล่าๆปลี้ๆ

แต่จะ คัดเอาเฉพาะพระวิสุทธิยาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ และเข้าถึงรู้ซึ้งถึงสภาวะแห่ง"ธรรมธาตุ"(จิตพระอรหันต์ที่เข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพาน)อย่างแจ่มแจ้งแท้จริงที่"พุทธวงศ์"ได้คัดกรองและเลือกมามานั่งปรกและเดินญาณมาร่วมพิธีพุทธาภิเษกในครั้งนี้เป็นสำคัญเท่านั้น
ด้วยโจทย์และข้อแม้เพียงนี้ พระเกจิอาจารย์ในยุคปัจจุบันจะเหลือสักกี่องค์กันที่ทรงคุณธรรมและคุณพิเศษสูงพอที่จะ"ฝ่าด่านอรหันต์"เข้าข่ายดังว่านี้ได้..???????
และที่สำคัญที่สุดก็คือ พระวิสุทธิอาจารย์ที่แจ่มแจ้งใน"ธรรมธาตุ"ดังกล่าว ก็ต้องรู้การและไม่ไปกดข่มหรือกลบทับพลานุภาพของคุณแม่บุญเรือนในเสียความเป็นใหญ่ในทางใดๆอีกเช่นกันด้วย
เพราะพระพุทโธคลังนี้ เป็นพระของคุณแม่บุญเรือน จึงต้องให้เกียรติ ยกย่องให้คุณแม่บุญเรือนเป็นใหญ่ เป็นประธานอย่างถึงที่สุด แม้คุณแม่ท่านจะอยู่ในสภาวะแห่งธรรมธาตุอันเหนือโลกพ้นโลกไปแล้วก็ตาม
นี้เป็นการอนุวัตรตามคำสั่งของหลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี  1 ใน 10 แห่งอนาคตวงศ์ได้เคยสั่งเอาไว้ว่า
"ทำอะไร ต้องให้เป็นอย่างนั้น  ทำกวนอิม ก็ต้องให้เป็นกวนอิม ทำตั๊กม้อ ก็ต้องให้เป็นตั๊กม้อ ทำร. 5 ก็ต้องให้เป็น ร.5"
ก็ในเมื่อการครั้งนี้ เราทำพระพุทโธคลังของคุณแม่บุญเรือน ก็ต้องให้พระพุทโธคลังจำลอง รุ่นแรกนี้ มีความเป็นคุณแม่บุญเรือนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงจะนับว่าควรแท้
ด้วยจิตเจตนาที่ตรงแน่ว อย่างไม่มีการเอนเอียงออกนอกลู่แบบนี้ เข้มข้นและเข้มงวดถึงขนาดที่ว่า ต่อให้ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ,สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี หรือที่ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตที่โดยส่วนตัวมีความเคารพนับถือยิ่งยังทรงสังขารหรือมีชีวิตอยู่  แต่หากนิมนต์ท่านเหล่านี้มานั่งปรก แล้วทำให้พลังของคุณแม่บุญเรือนในพระพุทโธคลังนี้ต้องถูกลบเลือนให้จางคลายไป "พุทธวงศ์"ก็อาจจะต้องตัดใจไม่นิมนต์มานั่งปรกเหมือนกัน..!!!!!!!!!!!!!!!!!!
พระของใคร ใครคนนั้นต้องสำแดงฝีมือลุยเอง จึงจะนับว่า OK. นะครับ....
ถูกต้องตามการที่ควรจะเป็นอย่างยิ่งจนถึงที่สุดหรือไม่..?????????????????????

"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 110.171.27.xx  |   เมื่อ: 8 พฤษภาคม 2557 เวลา: 7:15:45 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                            หมายเหตุพิเศษ 1,แต่นับเป็นโชคดีที่พระอริยเกจิคณาจารย์ที่ทรงภูมิรู้ทรงญาณชั้นสูงจริงๆ ท่านล้วนรู้กฏกติกามารยาทในทางทิพยสภาวะ  เพียงท่านใช้ญาณส่องดูชั่วแว๊บเดียว และรู้ว่าพระนี้ มีเจ้าของค้ำอยู่ แม้องค์ท่านจะเก่งเท่าหรือเก่งกว่า ก็ต้องให้เกียรติเจ้าของเดิม ไม่ไปก้าวล่วงกดทับพระที่มีเจ้าของให้เสียเอกลักษณ์ในทางใดๆไป แต่เพียงอาจจะช่วยเสริมในส่วนที่ขาด หรือเพิ่มพูนความเป็นสิริมงคลพิเศษเพิ่มให้ แต่พลังหลักยังเป็นของเจ้าของเดิมอยู่ดี อย่างนี้จึงถูกต้องตามการที่ควรโดยแท้
                                            หมายเหตุพิเศษ 2, ยกเว้น กรณีที่เจ้าของพระเจ้าของรูปที่ปลุกเสกไม่ใช่เป็นพระทรงฌาณทรงอิทธิจิต อาจจะเป็นพระฝ่ายปริยัติที่มียศ มีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ มีลูกศิษย์ลูกหาบริวารมาก แต่ไม่มีคุณวิเศษใดๆ หรือถ้ามี ก็อ่อนเต็มที ไปช่วยคุ้มใครไม่ค่อยจะได้ พระคณาจารย์เจ้าที่มานั่งปรก ก็จำต้องใส่พลังจิตวิชชาอาคมไปมากหน่อย เพื่อให้คนที่ได้ไปพอรักษาตัวคุ้มชีวิตให้รอดอันตรายได้บ้าง  งานนี้ ถึงจะเสกเกินหน้าเจ้าของพระเจ้าของรูปไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการกู้หน้ารักษาเกียรติให้ด้วย ไม่ผิดกติกามารยาทแต่อย่างใด
เข้าใจหรือ..???????????????
 DSC09753.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 3 จาก 3 ]  <<หน้าแรก  <ย้อนกลับ   1   2  3


ข้อความที่ปรากฎ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ทุกความคิดเห็น
ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ และถ้าพบเห็นข้อความใดที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย
กรุณาแจ้งมาที่ Contact Us เพื่อให้ทีมงานได้ทราบ และดำเนินการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป