Main Page New Topic Member Edit Profile New Member Register phuttawong.net

 IP 203.156.21.xxx  |  อัพเดทล่าสุด: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา: 8:58:50 น. 
แจ้งลบข้อความนี้
ร้อยเรื่อง "ดูจิต"
คุณอยู่ที่ >> หน้าหลักเว็บบอร์ด / ธรรมะคือคุณากร / Detail ... Read 17861 , Reply 59
ปัจจุบัน การปฏิบัติธรรมแนว"ดูจิต" เป็นที่นิยมศรัทธาของปัญญาชนรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง
เพราะให้ผลเป็นความสุขและความสงบแก่จิตแก่ใจได้อย่าง "เฉียบพลัน" ทันทีอย่างเหลือเชื่อและน่าอัศจรรย์อย่างที่สุด  หากว่า "รู้" และ"วางใจเป็น"จริงๆ
แท้จริงแล้ว การ"ดูจิต"นี้ เป็นหนึ่งในสุดยอดพุทธวิธีที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสุดได้ทรงประทานไว้ให้ผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลายได้ยึดถือและน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อความล่วงทุกข์จนไม่เหลือเศษในที่สุดในชื่อ"สติปัฏฐาน" นั่นเอง...
 Buddhareal(3).jpg
โดย : "เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 2 จาก 2 ]  <<หน้าแรก  <ย้อนกลับ   1  2  ถัดไป>  หน้าสุดท้าย>>
  IP : 58.8.129.xx  |   เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551 เวลา: 8:23:16 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"รู้อยู่ ดูอยู่ ในปัจจุบัน"
                                            
หลวงพ่อดาบส สุมโน อาศรมไผ่มรกต เชียงราย
 lpdabos(1)(2).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.129.xx  |   เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551 เวลา: 8:50:11 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ดูจิต ดูใจที่ภายในกายเสมอๆนั้น ดีที่สุด"
                                                                                              หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
 p-482.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.127.xx  |   เมื่อ: 5 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา: 9:52:27 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                  วิธีดูจิต หาจิต ของหลวงปู่เทสก์ 

ความรู้สึกความนึกความคิดนั่นแหละคือ ตัวจิต

กิเลสทั้งหลายทั้งปวงหมดเกิดจากจิตทั้งนั้น
ที่ท่านพูดถึงเรื่อง เจตสิก ก็คืออาการของจิต

ทำอย่างไรจึงจะเห็นจิต

จิตมันต้องเป็นหนึ่ง ถ้าไม่ใช่หนึ่งแล้วก็ไม่ใช่จิต

จิตเป็นหนึ่งกลายเป็นใจละคราวนี้
ตัวจิตนั่นแหละกลายเป็นใจ อันที่นิ่ง เฉย ไม่คิดไม่นึก ไม่ปรุงไม่แต่ง
ความรู้สึกเฉยๆ นั่นแหละมันกลายเป็นใจ

 จิต ปภสฺสรมิทํ จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุ เกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ
 จิตเป็นของประสัสสร คือมันผ่องใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา อาคันตุกกิเลสต่างหาก มันเศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา

 จิตกับใจเข้ามารวมกันแล้ว คราวนี้มารวมกันเข้าเป็นใจ เมื่อมันเป็นประภัสสรมันรวมกันเป็นใจ

 ประภัสสรนั้นหมายความถึง
จิตไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่ง จึงจะเห็นจิต เรียกว่าใจ

 ถ้าหากยังคิดนึกปรุงแต่งอยู่มันเศร้าหมอง ถ้าจิตผ่องใสแท้มันต้องสะอาดปราศจากความคิดความนึกความปรุงความแต่งจึงเรียกว่าใจ

เรามาพยายามขัดเกลากิเลสตรงนั้นแหละ

ไม่ให้มันมีไม่ให้มันเกิดขึ้นในที่นั้น

 จึงจะรู้เห็นสิ่งต่างๆ คำว่าใสสะอาดมันก็เห็นนะซี มันจะไม่เห็นอย่างไร น้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ ย่อมมองเห็นเงาตนเองได้

 จิตของคนเราเป็นของใสสะอาดมาแต่เดิม เหตุนั้นขัดเกลากิเลส ออกหมด มันจึงเห็นความใสสะอาด จึงเรียก ปภสฺสรมิทํ จิตฺตํ คราวนี้จะไม่เรียกว่าจิต จะเรียกว่าใจ เราเรียกธรรมชาติของที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ว่าใจ

ในขณะที่เราทำความเพียรภาวนา ทำใจให้เป็น กลางๆ เฉยๆ สบาย มันก็ถึงใจ
 ความสบาย นั่นแหละเป็นใจ
ความเฉยๆ นั่นแหละ เป็นใจ

ไม่มีอดีตอนาคต ไม่มีบาปไม่มีบุญ ตัวเฉยๆ นั่นแหละ ไม่มีอะไรทั้งหมด ความคิดความนึกความปรุงความแต่ง มัน ออกไปจากใจ เรียกว่าจิต

จิตคือผู้คิดนึก ปรุงแต่ง จิตเป็นคนสั่ง
 ส่วนใจสงบคงที่

เหตุนั้นพระพุทธศาสนาจึงสอนเข้าถึงใจ คือสอนถึงที่สุด คือเข้าถึงความบริสุทธิ์นั่นเอง

ถ้าเข้าถึงใจแล้ว ไม่มีทุกข์ไม่มีร้อน ไม่ปรุงไม่แต่ง ไม่คิดไม่นึก ก็หมดเรื่องเท่านั้นละ

 พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าถึงตัวหนึ่ง ตัวใจนี่แหละ

 คนเราลืมหนึ่งเสีย ไปนับสอง สาม สี่ ห้า ถ้านับหนึ่งแล้วหมดเรื่อง

เหตุนั้นการทำสมาธิภาวนาคุมจิตให้ถึงใจรวมเป็นหนึ่งนี่แหละ     

 DSC00628.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.121.xxx  |   เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา: 8:14:41 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ได้แต่เฝ้าดูจิตดูใจอยู่อย่างนี้  ต่อไปภายหน้า สุดแต่วาสนาบารมีจะพาให้เป็นไป ไม่คาดเดาจะเป็นจะได้ รู้แต่ว่าตั้งใจดูจิตดูใจของตนนี้เท่านั้น"
                                                                          คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เล่าถึงแนวทางการปฏิบัติช่วงสุดท้ายก่อนบรรลุอรหัตเมื่อปี 2495
 DSC01700.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.130.xxx  |   เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา: 9:38:25 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เมื่อมี "นาม" ไปรู้ "รูป" แล้ว
ก็ต้องมี "นาม" (จิต) ไปรู้ "นาม" (เจตสิก)ด้วย
และถ้ามีตัณหาหรือความทะยานอยากของจิต ก็ให้รู้ทันตัณหาด้วย
จึงจะกล่าวได้ว่าสามารถแยกขันธ์(กอง) 5 ออกจากกันได้จริงๆ
สิ่งที่ต้องทำต่อไปไม่มีอะไรมาก
อะไรเกิดขึ้นกับกายและจิต ก็รู้อันนั้นเรื่อยไป ด้วย "จิตที่เป็นกลาง" เท่านั้น
แต่ถ้าเมื่อใด จิตไม่เป็นกลาง คือหลงตามสิ่งที่ถูกรู้แล้วเกิดความยินดียินร้ายขึ้น หรือเผลอไปเพ่งสิ่งที่ถูกรู้บ้าง
ก็ให้รู้ทันว่าจิตไม่เป็นกลาง จิตก็จะกลับเข้าสู่ความเป็นกลางเอง
แต่ถ้ารู้ไม่ทันอีก ก็หันไปทำความสงบ ให้มีจิตเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เป็นหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาตามรู้รูปและนามต่อไปตามเดิม
                                                                    สันตินันท์ 
 avatar85149_3(10)(14).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.116.xxx  |   เมื่อ: 8 เมษายน 2552 เวลา: 13:31:40 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"เป็นพระเป็นสงฆ์  ต้องมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จึงจะถูก"
                                                                                                                                         หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง
 DSC09988.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.121.xx  |   เมื่อ: 12 เมษายน 2552 เวลา: 9:52:02 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
“การฝึกจิต การพิจารณาจิตเป็นวิธีลัดที่สุด”
                                                                        หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์
 38-20071124002332(2).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.122.xxx  |   เมื่อ: 13 เมษายน 2552 เวลา: 23:35:52 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"เวลาฉุกเฉิน จะว่าคาถาอะไร บางทีก็ยาวเกินไป จะไม่ทันการณ์ ให้เอาจิตเลยดีกว่า..!!!!"
                                                      
  หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน
 ma8bb1(1).bmp
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.117.xx  |   เมื่อ: 29 เมษายน 2552 เวลา: 22:53:11 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                               "ดูจิต"ก็สำเร็จ"อรหันต์"ได้
ครั้งหนึ่ง มีพระภิกษุนวกะท่านหนึ่งได้กราบเรียนถามท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาสว่า พระอรหันต์ที่ไม่ได้ฌาน มีบ้างหรือไม่..? ซึ่งท่านธมฺมวิตกฺโกก็ได้เมตตาตอบอย่างชัดแจ้งว่า

"มี คือพระอรหันต์สุขวิปัสสก"
และ
"แนวทางการปฏิบัติของท่าน มุ่งตรงไปในทางวิปัสสนาเลย โดยใช้ขณิกสมาธิเป็นบาทฐาน(ดูจิต)  พระอรหันต์แบบนี้จะได้ญาณเพียงข้อเดียว คืออาสวักขยญาณ คือญาณที่ทำให้กิเลสหรืออาสวะทั้งหลายหมดสิ้นไป" 
 pl-0151(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.122.xxx  |   เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552 เวลา: 12:56:13 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                         เอา"จิต"ไว้ที่"จิต"
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ทิม อุฑาฒิมมหาเถระ) วัดราชประดิษฐ์ กรุงเทพมหานคร เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ว่า
"เวลาภาวนาพุทโธนี่ เอาจิตไว้ที่ไหน"
พระราชวุฒาจารย์(ดูลย์ อตุโล)ตอบทันทีว่า
"ให้อยู่ที่จิต ไม่ต้องไปจับลมหายใจ ให้เอาจิตไว้ที่จิต"
 DSC06272.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.122.xxx  |   เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552 เวลา: 13:10:26 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                       หมายเหตุ 1., สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ทิม อุฑาฒิมมหาเถระ) วัดราชประดิษฐ์ กรุงเทพมหานคร (อายุ 96 ปี) องค์นี้ เป็นพระมหาเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์สำคัญยิ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีจริยาวัตรงดงามน่าเลื่อมใสยิ่ง จนแม้แต่ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ยังได้ล่วงรู้และเห็นสมควรสั่งการผ่านพลโทสมาน วีระไวทยะ นักสมาธิผู้มีชื่อเสียงในยุค 2500 ให้มากราบเรียนสมเด็จฯไปช่วยสร้างวัดพรหมรังสี ที่อ.พนัสนิคม จ.ลพบุรีเมื่อปีพ.ศ. 2506 เลยทีเดียว (ข้อมูลจาก , โลกทิพย์ ฉบับที่ 135 วันที่ 1 สิงหาคม 2531)
                               หมายเหตุ 2 ,แม้ "พุทธวงศ์" ก็เคยกราบท่านในพิธีพุทธาภิเษกภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งหนึ่ง จำได้ว่า ท่านนั่ง"ปรกประธาน"ด้วยองค์เอง(จำไม่ได้แล้วว่าพิธีไหน) ครั้งแรกที่เห็น รู้สึกสะดุดตาสะดุดใจในราศีอันงดงามผุดผาดของท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะไม่รู้จักท่านมาก่อน เลยเข้าไปกราบเรียนถามท่านด้วยซื่อ เมื่อรู้ว่าเป็นถึง"สมเด็จ วัดราชประดิษฐ์" ก็ทำเอาตกใจไปเหมือนกัน มาถึงวันนี้ เมื่อได้ทราบความทั้งปวงเพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมสมเด็จพระพุฒาจารย์โตจึงได้เจาะจงให้สมเด็จท่านไปช่วยสร้างวัดให้เห็นเพียงนั้นได้.!!?! 
 r_5519_1(1).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.121.xxx  |   เมื่อ: 10 กันยายน 2552 เวลา: 8:41:22 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"สติแปลว่าระลึกได้  คำว่าสติปัฏฐาน มีสติเป็นฐานที่ตั้ง ฐานที่ตั้งสติ(คือ)ระลึกได้อยู่ทุกเวลา"
                                   
                                                                              หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
 DSC09641.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.130.xxx  |   เมื่อ: 24 กันยายน 2552 เวลา: 9:49:08 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ดูความเคลื่อนไหวของจิตนี่อันดับแรก รากศาสนาอยู่ตรงนี้"

                                
                                                   หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
 _1_908(3)(2).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.119.xxx  |   เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา: 9:58:50 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"รู้มั๊ย...กิเลสกลัวอะไร  กลัว"รู้"นะซิ"

                                                                                หลวงปู่ดี วัดเทพากร กรุงเทพมหานคร
 200993_49881.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 112.143.9.xx  |   เมื่อ: 3 ธันวาคม 2553 เวลา: 9:33:40 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"เทวดามีแต่กายทิพย์ที่ละเอียด ดูเหมือนเที่ยงและคงที่ตลอดอายุขัยเป็นล้านๆปี ยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆได้ ไหนเลยจะปฏิบัติกรรมฐานโดยการดูกายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาใดๆได้ ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมชั้นโลกุตระที่เหมาะกับเทวดามากที่สุดก็คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ดูจิต) เพราะจิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์หรือเทวดานั้น ล้วนมีความกลิ้งกลอกยอกย้อนเปลี่ยนแปรอยู่ตลอดเวลาเหมือนๆกันทั้งหมด สามารถเห็นความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตนได้ตลอดเวลา" 

                                                                                                        หน่วยสืบราชการลับทางจิตสาย"พุทธ"+"โพธิ"
 PP(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 183.89.219.xxx  |   เมื่อ: 24 มิถุนายน 2554 เวลา: 13:16:18 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"สาระอันยิ่งใหญ่ ได้แก่การปฏิบัติทางจิต...ถ้าปฏิบัติจริง คงได้ผล  เพราะบุคคลมีขันธ์ 5 อายตนะ 6 เหมือนกัน ต่างกันก็แต่วาสนาบารมี...ถ้ารู้จักคุณพระรัตนตรัยและเชื่อมั่นจริงๆ พวกผู้หญิงก็เรียนได้ ง่ายนิดเดียว"
                                                                      โดยความนับถือ
                                                                                                                 บุญเรือน โตงบุญเติม
 DSC09751.jpg1(3).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 183.89.219.xxx  |   เมื่อ: 24 มิถุนายน 2554 เวลา: 13:25:12 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"...ขอให้ชนะใจตนเอง จะได้เก่งกว่าเพื่อน ไชโย..!!!!!!"
 
                                                                                           ท้ายคำอวยพรปีใหม่ พ.ศ. 2494  คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
 DSC09745.jpg1.jpg2.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.115.xxx  |   เมื่อ: 5 กันยายน 2554 เวลา: 21:14:58 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                              ให้กำหนดที่"หลัก"
ครั้งหนึ่ง "พุทธวงศ์"ได้เคยกราบเรียนถามหลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ คณะ 5 วัดมหาธาตุ หรือ"หลวงปู่พม่า" ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่แถวหน้าสุดสาย"ยุบหนอพองหนอ"  โดยหลวงพ่อภัททันตะฯเป็นอาจารย์ของท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ ซึ่งเคยถวายกรรมฐานแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ,หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ,หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน ฯลฯมาแต่กาลก่อนอีกชั้นหนึ่ง (สายยุบหนอทั้งหมดในประเทศไทย ล้วนแตกหน่อมาจากหลวงพ่อภัททันตะฯและเจ้าคุณโชดก คณะ 5 วัดมหาธาตุหมดทั้งสิ้น)อย่างตรงไปตรงมาทีเดียวว่า
"หลวงพ่อขอรับ การกำหนดยุบหนอพองหนอนั้น  ดูแล้ว มีอะไรต้องทำต้องกำหนดอาการของจิตหรืออิริยาบถใหญ่น้อยอะไรมากมาย จนบางครั้ง ก็ชวนให้ผู้มีปัญญาน้อยอย่างกระผมงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เลยอยากจะกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า  หากจะแบบสรุปรวบยอดการปฏิบัติสายหลวงพ่ออย่างสั้นๆที่สุด จะเป็นเช่นไรหรือขอรับ..???"
เมื่อได้ฟัง หลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระก็ตอบทันทีว่า
"ให้กำหนดที่หลัก..!!!!!"
 DSC01989(1)(4).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.115.xxx  |   เมื่อ: 8 กันยายน 2554 เวลา: 8:37:51 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                   สภาวะแบบนี้ ใครบอกได้ว่าคืออะไร..???
 DSC02828.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.115.xxx  |   เมื่อ: 8 กันยายน 2554 เวลา: 8:38:38 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 DSC02830.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.115.xxx  |   เมื่อ: 8 กันยายน 2554 เวลา: 8:40:06 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 DSC02832.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.115.xxx  |   เมื่อ: 8 กันยายน 2554 เวลา: 8:56:58 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                         หมายเหตุพิเศษ ,สภาวะแห่ง"ตัณหา"และ"ความรัก"แบบนี้ เย้ายวนและยึดรั้งสัตว์โลกไว้อย่างแยบยลและเหนียวแน่นมากที่สุด
และเป็นสภาวะที่"พระ"หรือ"นักปฏิบัติธรรม"ผู้เคร่งในศีลยากจะบอกหรืออธิบายให้บุคคลทั่วไปให้แจ้งใจถึงแก่นที่สุดได้ด้วย
เพราะ"ไม่เหมาะแก่สมณภาวะ"จะพึงเจรจาวาจาอันเป็น"โลกีย์"แบบนี้ได้นั่นเอง
จึงเป็นกรรมของสัตว์ที่ไม่เท่าทัน จำต้องทนทุกข์ทรมานกับสภาวะที่ยากจะเท่าทันและรับมือแบบนี้อย่างนับไม่ได้ตลอดมา
แต่...ในฐานะ"โลกียปุถุชน"ผู้หมายเหยียบเรือทั้ง 2 แคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จอย่าง"พุทธวงศ์" แม้จะมีสติปัญญาอันน้อยนิด เมื่อได้เห็นเหตุข้อนี้แม้เพียงเล็กน้อย หากจะนำเสนอเรื่องตรงนี้มาให้หลายๆคนได้ฉุกใจคิดบ้าง ย่อมไม่มีข้อขัดข้องด้วยประการใดๆเป็นแน่
หวังใจว่า  อาจจะพอเป็นกุสโลบายให้หลายๆท่านได้รู้ทันและก้าวพ้นสภาวะที่รึงรัดให้ร้อนรุ่มและทรมานแบบนี้ได้ตามสมควรทีเดียวฯ
 5d92f5dcf84bec0b4a295f0(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.166.xx  |   เมื่อ: 27 กันยายน 2554 เวลา: 10:40:48 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                 มีแต่ปัญญา แต่ไร้กำลัง จะหลุดพ้นได้หรือ..????
 
กิเลสตัณหา เหมือนเถาวัลย์ที่ทั้งเหนียวและหนา อันคอยผูกมัดสรรพสัตว์ให้ตรึงติดอยู่ในวัฏฏะอย่างยากที่สุดที่จะหลุดรอดออกไปได้
สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะออกจากที่คุมขังอันมโหฬารนี้ ก็จำจะต้องมีสรรพาวุธอันแข็งแกร่งและคมกริบที่จะพึงสามารถตัดรอนเถาวัลย์คือกิเลส 1005 ตัณหา 108 นี้ให้ขาดสะบั้นจากจิตจากใจจงได้
อาวุธดังกล่าว ก็คือ"วิปัสสนาปัญญา"นั่นเอง
แต่....ลำพังมีแต่อาวุธ แต่กำลังแห่งกายและใจที่จะยกอาวุธนั้นขึ้นฟาดฟันเถาวัลย์คือกิเลสให้หั่นแหลกลงไปหาได้มีไม่
แล้วจักทำอะไรได้..????
ด้วยประการฉะนี้ ต่อให้มีกระบี่เงิน ขวานทองคำ คือปัญญาวุธสุดวิเศษในโลกหล้า แต่เจ้าตัวผอมแห้งแรงน้อยอ่อนด้อยวาสนา ด้วยไร้กำลัง"สมถกรรมฐาน"หนุนหลัง ลำพัง แค่จะหายใจเอาอากาศเข้าปอดโลกก็แทบไม่ไหว กำลังเรี่ยวแรงที่จะชักกระบี่ออกจากฝัก หรือยกขวานขึ้นเงื้อง่าก็แทบไม่มี ดีไม่ดี แรงหมด กระบี่หรือขวานนั้นๆก็พลันพลัดหลุดจากมือมาสับหน้ามาเฉาะหัวตัวเองให้สาหัสหรือเสียชีวิตได้อีกต่างหาก  แล้วจะบังเกิดผลคือความหลุดพ้นจริงๆได้อย่างไร..??????
 clip_image013.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.166.xx  |   เมื่อ: 27 กันยายน 2554 เวลา: 10:43:09 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
ด้วยประการดังว่า  สมถะกับวิปัสนาจึงต้องดำเนินไปคู่กัน  จะเลือกเอาแต่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยส่วนเดียวมิได้
และด้วยประการฉะนี้ พระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ) พระอริยสงฆ์ผู้ทรงศีล สมาธิ และปัญญาอันยอดเยี่ยมแห่งวัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร จึงเคยปรารภไว้ครั้งหนึ่งทีเดียวว่า
"ใครจะถะ(สมถะกรรมฐาน)ก็ถะ  ใครจะนา(วิปัสนากรรมฐาน)ก็นา เราไม่ถะไม่นาด้วย..!!!???!!!"
 PIC_3355175(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.8.xxx  |   เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 9:35:01 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง"
 
                                                                                                                                                     หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี
 925m(6)(2)(5)(4)(15).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.8.xxx  |   เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 9:56:32 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 “พระพุทธภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งเป็นพระพุทธพรสำคัญ พึงอัญเชิญไว้เหนือเศียรเกล้า เพื่อปกปักรักษาชีวิตให้สวัสดี มีความร่มเย็นเป็นสุข แม้กำลังอยู่ในท่ามกลางโลกที่ร้อนแรงเช่นในปัจจุบัน
พระพุทธภาษิต หรือ พระพุทธพร บทนั้นมีความว่า “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” และ “ใจของเรามีค่าสูงสุด ไม่พึงนำไปแลกกับสิ่งใดทั้งสิ้น“ พระพุทธภาษิต บทนี้เป็นพระพุทธพรที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง นั่นก็คือ ผู้ใดปฏิบัติตามที่ทรงมีพระพุทธเมตตาภาษิตสอน ผู้นั้นย่อมได้รับพระพุทธพร จากสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นพระพุทธพรที่มีผลประเสริฐสุด หาที่เปรียบมิได้ จะเกิดผลเลิศล้ำที่สุดแก่ผู้เข้าใจ และมุ่งมั่นปฏิบัติรักษาใจของตนให้ดีที่สุด ให้พ้นจากความคิดไม่ดีทั้งปวง เพื่อผลดีจะเกิดแก่ตน เพื่อผลไม่ดีจะไม่เกิดแก่ตน ความคิดที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น คิดมุ่งร้ายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ผลไม่ดีอาจไม่เกิดแก่ผู้ถูกมุ่งร้ายได้ แต่ผลไม่ดีต้องเกิดแน่นอน แก่ผู้มีใจคิดมุ่งร้ายเป็นไปตามพระพุทธภาษิตที่ว่า “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” ความนึกคิดใดเกิดขึ้นในใจของผู้ใด ผลสำเร็จย่อมปรากฏแก่ใจผู้นั้น เป็นความสุขความทุกข์ตามความคิดในจิตใจผู้นั้น
พระพุทธพรบทนี้ สำคัญที่สุด จะเกิดผลเลิศล้ำที่สุด แก่ผู้มุ่งมั่นปฏิบัติรักษาใจของตนให้ดีที่สุด ให้พ้นจากความคิดไม่ดีทั้งปวง เพราะความคิดไม่ดีของตนเอง จะเกิดผลแก่ตนเองแน่นอนเสมอไป นอบน้อมอัญเชิญพระพรนี้ มาในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ด้วยมุ่งมั่นขอรับพระราชทานเป็นพระพรชัยมงคลจากสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า แก่พสกนิกรไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วหน้า เพื่อให้ความดีในจิตใจมากหลาย อันเกิดจากได้รับพระราชทานพระพุทธพรนี้ มีพลังพิชิตความร้อนแรงแห่งกิเลส ที่รุนแรงหนักหนาขึ้นทุกที ย่อมจะยังพระราชหฤทัยให้ไกลความเศร้าหมองน้อยใหญ่ได้ ตามพระพุทธพรสมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้ทรงเหนือพรหมเทพมนุษย์สัตว์ ขอพระราชทานถวายพระพุทธพร”
 
                             สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 5 ธันวาคม พระพุทธศักราช 2554
 000004.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.6.210.xx  |   เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา: 8:55:45 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ผู้ใดตามดูจิตโดยความเป็นธรรม ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงของมาร"
 
                                                                                                                                  ครูบาพรหมา พรหมฺจกฺโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน
 __256.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.6.210.xx  |   เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา: 9:12:28 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงมาร"
 
                                                                                                                                             หลวงปู่ดู่ วัดสะแก พระนครศรีอยุธยา
 201078_74018(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.6.210.xx  |   เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา: 9:31:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"เรื่องอะไรที่ข้าจะไม่สบายใจ  ไม่สบายใจเมื่อไร  บุญเก่าที่เคยทำก็ตามมาช่วยไม่ได้ แถมบาปกรรมในอดีตก็ได้ช่องมาเล่นงานซ้ำอีกต่างหาก แล้วเรื่องอะไรที่ข้าจะไม่สบายใจล่ะ..?????"
 
                                                                                                                                                                  หลวงปู่ดู่ วัดสะแก พระนครศรีอยุธยา
 lpd4x6(1).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 2 จาก 2 ]  <<หน้าแรก  <ย้อนกลับ   1  2


ข้อความที่ปรากฎ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ทุกความคิดเห็น
ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ และถ้าพบเห็นข้อความใดที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย
กรุณาแจ้งมาที่ Contact Us เพื่อให้ทีมงานได้ทราบ และดำเนินการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป