Main Page New Topic Member Edit Profile New Member Register phuttawong.net

 IP 203.156.21.xx  |  อัพเดทล่าสุด: 9 ธันวาคม 2556 เวลา: 10:49:48 น. 
แจ้งลบข้อความนี้
จดหมายเหตุ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
คุณอยู่ที่ >> หน้าหลักเว็บบอร์ด / จดหมายเหตุพุทธวงศ์ / Detail ... Read 50565 , Reply 31
                          พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม ฐานุสฺสโก) 
                            วัดดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม

ชื่อเดิม :

 แช่ม อินทนชิตจุ้ย

ชาตะ

วันพุธที่ ๖ มีนาคม ๒๔๔๙ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายเนียม และนางอ่ำ อินทนชิตจุ้ย

อุปสมบท :

ที่อุโบสถวัดดอนยายหอม ในวันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ โดยมีพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูทักษิณานุกิจ (เงิน) วัดดอนยายหอม เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระครูวินัยธร (ใย) วัดบางช้างใต้ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า "ฐานุสฺสโก"

การศึกษา :

ในด้านพระปริยัติธรรม หลวงพ่อแช่ม สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จากนั้นได้หันมาศึกษาด้านการปฎิบัติ โดยได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน และพระเวทวิทยาคมต่างๆจากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม หลวงพ่อคง วัดบางกะพร้อม และพระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจรเข้

สมณศักดิ์ :  

- ปี พ.ศ. ๒๕๐๖   เป็นพระครูฐานานุกรมของพระราชธรรมาภรณ์ (เงิน) ในตำแหน่งพระครูปลัดแช่ม

 

- ปี พ.ศ. ๒๕๑๒   เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนา ที่ พระครูเกษมธรรมานันท์

 

- ปี พ.ศ. ๒๕๑๖   เป็นพระอุปัชฌาย์

 

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๐   เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม

 

- ปี พ.ศ. ๒๕๒๔   ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก วิปัสสนา พัดพุฒตาลขาว ในราชทินนามเดิม

ผลงานด้านการพัฒนา :

สมัยที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อแช่มเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง สำคัญของหลวงพ่อเงินในการพัฒนาสร้างสรรค์สาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย เมื่อหลวงพ่อเงินมรณภาพไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงพ่อแช่ม ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อเงินต่อไป

 

๑. การบูรณปฎิสังขรณ์เสนาสนะ กุฎิสงฆ์ และถาวรวัตถุต่างๆในวัดดอนยายหอม

 

๒. เป็นประธานอุปถัมภ์ในการสร้างวัดตะแบกโพรงสามัคคีธรรมที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

๓. สร้างโรงเรียนหลวงพ่อแช่มอุปถัมภ์ (ฉิมเกตุ อ่อนอุทิศ) ที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

 

๔. สร้างตึกคนไข้ ๔ ชั้น ที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

 

๕. จัดหาทุนสร้างหอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

ชื่อเสียงกิตติคุณ :

เชื่อกันว่าหลวงพ่อแช่มสำเร็จเตโชกสิณตั้งแต่พรรษายังน้อย บางคนเชื่อว่าท่านสำเร็จฌานอภิญญามีพลังจิตเข้มขลัง ปรากฏการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็คือ สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกจนน้ำมนต์เทไม่ออก วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก มีพุทธคุณครบเครื่องทุกๆด้าน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เมตตามหานิยม ปัจจุบันวัตถุมงคลชุดสำคัญๆของท่านเริ่มเป็นที่นิยมและสะสมกันมากขึ้น นอกจากพระเครื่องและวัตถุมงคลต่างๆแล้ว น้ำพระพุทธมนต์ แป้งเจิม มงคลสวมคอ การผูกหุ่นพยนต์ และสาริกาลิ้นทอง เป็นวิชาเฉพาะตัวที่หลวงพ่อทำได้ขลังยิ่งนัก

มรณภาพ :

วันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมสิริมายุได้ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗

 p-447.gif
โดย : "เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 1 จาก 2 ] 1  2   ถัดไป>  หน้าสุดท้าย>>
  IP : 203.156.21.xx  |   เมื่อ: 8 ธันวาคม 2550 เวลา: 11:08:44 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เมื่อหลายปีมาแล้ว  เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามกับ"พุทธวงศ์"เอาตรงๆว่า
"ได้เคยกับครูบาอาจารย์มาหลายองค์แล้ว  ความรู้สึกที่มีในแต่ละองค์เป็นอย่างไรบ้าง..???"
เมื่อได้ฟัง จึงได้แต่ตอบไปในทันทีอย่างแทบไม่ต้องคิดทีเดียวว่า
"เคารพศรัทธามากที่สุด คงจะไม่ใดเกิน
เจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ (ไม่ทันองค์จริง แต่นับถืออย่างยิ่ง)
 ผูกพันลึกซึ้งมากที่สุด   คงต้องเป็นหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่
 มีเสน่ห์ น่ารักมากที่สุด  เห็นจะเป็น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย
 แต่......
 พระผู้ซึ่งเป็นที่"รัก"อย่างมากๆถึงมากที่สุด ก็คงจะไม่องค์ใดจะยิ่งไปกว่า
หลวงพ่อแช่ม ฐานุสฺสโก วัดดอนยายหอม นครปฐมอีกแล้วนะขอรับกระผม..!!??
 p-445(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 203.156.21.xx  |   เมื่อ: 8 ธันวาคม 2550 เวลา: 11:30:15 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
อาจจะมีผู้สงสัยว่า  อัน หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมนั้น ท่านมีคุณสมบัติอันดีอันพิเศษอย่างใด จึงสามารถ"ก้าวล่วง"และฝ่าด่านแห่ง"มาตรฐาน"ในการ"คัด"และ"เลือกสรร"พระมาเป็นที่เคารพและนับถือ ซึ่ง"พุทธวงศ์"ได้ตั้งเอาไว้"สูง"และ"เข้มงวด"อย่างยิ่ง (คนที่เคยอ่าน"กฏเหล็ก"คัดเลือก"พระในดวงใจ" มาก่อน ก็คงจะรู้ได้เป็นอย่างดี) จนได้กลายมาเป็นพระเถระองค์หนึ่งเดียวที่พุทธวงศ์"รัก"อย่างมากที่สุดแห่งเห็นปานนี้ได้.???
คำตอบก็คือ
"ไม่มีคำตอบ..!!??"
เพราะ
"ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี..??!!"
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 61.7.172.xxx  |   เมื่อ: 11 ธันวาคม 2550 เวลา: 16:23:37 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะความดีทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ"ความเมตตา"อันประเสริฐและบริสุทธิ์อย่างถึง"ขีดสุด" ไม่มีใดเทียมของหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นั้น ว่าไปแล้ว ก็คงมีลักษณะเดียวกับองค์คุณแห่ง"พระธรรม" บทที่ว่า "ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ" คือ"เป็นสิ่งที่พึงรู้ได้เฉพาะตน" แห่งผู้มีวาสนาได้เคยกราบไหว้ใกล้ชิดมาด้วยตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น อันผู้ที่ไม่เคยประสพพบพาน หาได้ทราบและซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณแห่งตนไม่ แม้จะใช้คำพูดสักหมื่นสักแสนกล่าวพรรณาไปตลอดกัปเห็นเพียงใดก็ตาม....
 icon29.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 210.86.142.xx  |   เมื่อ: 11 ธันวาคม 2550 เวลา: 16:58:23 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
อาจสามารถบอกกล่าวแก่ท่านผู้ชมทั้งหลายด้วยความสัตย์จริงได้ว่า ตั้งแต่เกิดมา ได้พบได้กราบพระนบเจ้ามาก็มาก แต่พระที่เขียนถึงได้ยากที่สุด หาคำจำกัดความตามแท้ได้ยากที่สุด เพราะหาคำพูดคำกล่าวใดมาบรรยายถึงท่านให้เสมอด้วย"ความเป็นจริง"ให้ถึงจิตถึงใจ โดยเฉพาะ"อธิเมตตา"แห่งท่าน จนใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ยากอย่างมากๆถึงมากที่สุด (ซึ่งจริงๆแล้ว จนบัดนี้ ก็ยังไม่เห็นมีคำพูดคำสมมุติในโลกใดๆจะอธิบายให้"ใกล้เคียง"ได้อยู่นั่นแล้ว)นั้น ก็เห็นจะมีใดยิ่งไปกว่าท่านพระครูเกษมธรรมนันท์ หรือหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม เป็นแน่นอน
แม้พระเถรานุเถระที่"พุทธวงศ์"เคยกราบไหว้สาและนำมาเผยแพร่โดยลำดับหลายๆองค์ จะทรงคุณอันประเสริฐสุดในด้านต่างๆ ตามควรแก่อุปนิสสัยวาสนาแห่งแต่ละองค์ละท่านอย่างยิ่งจริงแท้ก็ตาม แต่ความดีความประเสริฐแห่งท่านเหล่านั้น เป็นความดีความงามที่"หาข้อสรุป"ได้ พบ"คำเทียบเคียง"ที่ถึงใจเจอ....
แต่.... คุณพิเศษอันยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนแห่ง"ความเมตตา"ของหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมนั้น ช่างน่าแปลกประหลาดและน่าพิศวงนัก ด้วยเป็น"อะไรสักอย่าง"ที่"เหนือโลก"และ"พ้นไปแล้ว"จากสิ่งที่มนุษย์สามัญจะพึงคาดพึงเดา และไร้แล้วซึ่งคำจำกัดความใดๆในใต้หล้านี้จักอาจพรรณากล่าวถึงให้ซึ้งเท่ากับความเป็นจริงที่ท่านมีท่านเป็นจริงๆได้.....
แต่อาจจะกล่าวเทียบเคียงได้อีกอย่างว่า อันหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมนั้น ทั้งเนื้อทั้งตัวและหัวใจแห่งท่าน ประหนึ่งจะได้หล่อหลอมหรือกลั่นมาจาก"เมตตาธาตุ"อันสดใส ไร้มายาและบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุดในทุกอณูก็ไม่ปาน ใครได้พบได้เห็นได้สนทนาวิสาสะด้วยท่าน  แม้คนที่มีมานะทิษฐิอันแรงกล้ามาจากที่ไหน หรือยึดมั่นใน"ครูบาอาจารย์"แห่งตนว่าดีว่าวิเศษเหนือท่านผู้ใด  แต่ก็ต้องล้วนมายอมสยบยามเมื่อได้มาเจอะเจอกับ "หลวงพ่อแช่ม"  พร้อมอดที่จะห้ามใจมิให้นึกรักและเคารพในท่านอย่างลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยรู้สึกหรือพบพานจากที่ไหนมาก่อนมิได้ไปตามๆกันเลยนั่นเทียว..!!!!
 
 
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 210.86.142.xx  |   เมื่อ: 11 ธันวาคม 2550 เวลา: 17:06:08 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
มิน่าเล่า  "หน่วยสืบราชการลับ"(ทางจิต)แห่ง"พุทธวงศ์" จึงได้รายงานผลการวิเคราะห์พลังแห่งจิตตานุภาพในพระปิดตา ของหลวงพ่อแช่มมาให้ได้ตื่นตะลึงเลยทีเดียวว่า
"ใครที่หาพระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ซึ่งขึ้นชื่อว่ายอดเยี่ยมทางเมตตาอย่างที่สุดมิได้ ก็ให้เอาพระของหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมมาบูชา ก็อาจแทนกันได้อยู่หรอกน๊ะ.!!!"
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 203.156.28.x  |   เมื่อ: 11 กันยายน 2551 เวลา: 9:21:47 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"...เป็นวาสนาของชาวดอนยายหอม ที่มีได้ในเรื่องที่ยากที่สุดคือ เมื่อสิ้นสมภารวัดผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรไปแล้วก็ยังมีสมภารผู้สืบทอดความเกรียงไกรไว้อย่างต่อเนื่อง
หลวงพ่อเงิน ก่อวัดดอนยายหอมให้อุโฆษไกลไปทั้งประเทศ หลวงพ่อแช่มสืบสานต่อ
สิ้นหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อแช่มยังอยู่
ให้ดูไปที่ดอยแม่ปั๋ง วันที่ลับแล้วซึ่งเงาของหลวงปู่แหวน วัดศรีเทพประดิษฐาราม นครพนม วันที่หมดแสงธรรมแห่งหลวงปู่จันทร์ วัดถ้ำกลองเพล วันที่หลวงปู่ขาวไม่มีสังขารอยู่ วัดบูรพาราม ซึ่งหลวงปู่ดูลย์นิราศนิรันดร วัดหนองป่าพง หลวงพ่อชาทอดสังขารที่ไม่มีลมหายใจแล้ว และวัดถ้ำผาปล่อง อันหลวงปู่สิมได้ทิ้งศิษย์ไปในที่ซึ่งใครก็คาดหมายไม่ได้ ฯลฯทุกแห่งไม่มีตัวครูบาอาจารย์สืบทอดความเป็นหลวงปู่ไว้ได้เท่าองค์เก่า
คงเหลือแต่ข้อวัตร ที่ขึ้นอยู่กับสานุศิษย์จะดำรงไว้ได้แค่ไหน
วัดดอนยายหอม สมัยที่หลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่อย่างจันทร์กระจ่างฟ้า หลวงพ่อแช่มก็ฉายประกายเจิดจ้าอยู่เคียงข้างแล้ว นั่นคือแววที่ส่อให้เห็นว่าท่านมีพร้อมทุกอย่างที่จะสืบสานทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากผู้เป็นอาจารย์
เช่นเรื่องอมตะที่เล่ากันไม่เสร็จเรื่องนี้
ชาวจีนคนหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ว่าศักดิ์สิทธิ์นัก อยากได้พระของหลวงพ่อเงิน จึงไปหาท่านที่วัด ไปถึงวัดดอนยายหอม ก็ได้ทราบว่า หลวงพ่อเงินท่านสิ้นแล้ว มีแต่พระอีกองค์หนึ่งนั่งรับแขกก็เข้าไปหา พระองค์นั้นก็ให้ลูกศิษย์ไปตักน้ำมาแก้วหนึ่งจากบาตรน้ำมนต์ของท่านเอามาเป่าแล้วส่งให้ ชาวจีนคนนั้นถือแก้วน้ำเดินออกไปหน้ากุฏิ ด้วยท่าทางไม่เลื่อมใส พอถึงหน้ากุฏิ ก็คว่ำแก้วเทน้ำมนต์ทิ้ง
ปรากฏว่า น้ำมนต์ของท่านแข็งติดแก้วแน่น เทยังไงก็ไม่ออก
“
ไอ๊หยา หลวงพ่อองค์นี้ก็เก่งเหมียงกัง”
ชาวจีนร้องเสียงขรมรีบกลับเข้าไปกราบขอขมา จึงได้รู้ว่าที่แท้คือ หลวงพ่อแช่ม องค์นี้นั่นเอง

ตั้งแต่นั้นมากิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์หลวงพ่อแช่ม ดังระเบิดเลื่องลือไปทั่ว....
สมัยนั้นดอนยายหอมในฤดูเก็บเกี่ยว มักประสบปัญหาข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้นวดถูกลักออกไปจากลานนวดข้าว ชาวบ้านที่เดือดร้อน ไปขอให้หลวงพ่อเงินท่านช่วย ท่านกลับบอกว่า
“
ไปหาคุณแช่มสิ คุณแช่มช่วยได้”
คุณแช่มของหลวงพ่อเงินบอกทุกคนไปเอาดินเหนียวมาปั้นหุ่นวัวตัวเล็ก ๆ คนละตัว ท่านรับวัวงวดนั้นราวๆ 20 ตัว นัดหมายให้ทุกคนกลับมาเอาวัวดินเหนียวคืนไปในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย ๆ

เรื่องนี้พระครูสมุห์อวยพร ฐิติญาโณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอมในปัจจุบัน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงพ่อแช่มได้เล่าว่าดินนั้นหลวงพ่อแช่มนั่งเสกวัวทั้งคืน ตลอดคืนนั้นพระเณรในวัดรูปใดที่ไม่ทันหลับ หรือตื่นขึ้นกลางดึกเป็นอันได้ยินเสียงวัวร้องขรมในกุฏิหลวงพ่อแช่ม
ท่านว่า “ถ้าคืนไหนหลวงพ่อแช่มปลุกเสกวัวพยนต์จะมีคนได้ยินเสียงวัวร้องเสมอ”
วัวพยนต์ก็คือ วัวดินเหนียว
ผูกหุ่นนี้ทำให้นึกถึงพวกวูดูที่ผูกหุ่นฆ่าคนจริงๆ
แต่วิชาผูกหุ่นซี่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ตกทอดมาหลายชั่วคนในสำนักวัดดอนยายหอมนั้นมีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น ไม่มีสำหรับทำร้ายคน
พระครูสมุห์อวยพร อธิบายว่า วิชาผูกหุ่นเป็นสมบัติของวัดดอนยายหอม สืบทอดผ่านมือผู้ศึกษาเล่าเรียนมานับร้อยกว่าปี ทุกวันนี้ยังมีอยู่ ใครสนใจสามารถขอดูได้จากพระครูสมุห์อวยพร
การสร้างหุ่นถ้าจะว่าไปแล้วไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องทำด้วยดินเหนียวอย่างเดียว จะสร้างขึ้นด้วยอะไรสุดแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสม เคยเห็นการผูกหุ่นจากขี้ผึ้ง จากฟางข้าวมาบ้างเหมือนกัน
วัวพยนต์ที่ปลุกเสกเสร็จแล้วถูกนำไปไว้ในลานนวดข้าว เมื่อวางวัวพยนต์ไว้แล้วสิ่งที่ปรากฏคือ เจ้าของข้าวไม่ต้องออกไปอดหลับอดนอนเฝ้าข้าวก็ได้ วัวพยนต์จะทำหน้าที่รักษาข้าวให้แทน
เคยมีขโมยเข้าไปลักข้าวแล้วโดนวัวพยนต์ไล่ขวิดแทบตาย จนปรากฏข่าวระบือไปทั่วดอนยายหอม ข้าวใคร ๆ ก็ไม่หาย เรียกว่าหมดเรื่องหมดกังวลไป
วัวพยนต์มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัวธนู ต่างกันที่วัวพยนต์เป็นไปในทางป้องกัน แต่วัวธนูเป็นไปในทางจู่โจมทำร้ายผู้อื่น
คุณสมบัติของวัวพยนต์หลวงพ่อแช่ม นอกจากจะป้องกันทรัพย์สินแล้วยังเป็นไปในทางเมตตามหานิยม ดีเด่นทางทำมาหากิน ซื้อง่ายขายคล่อง
สมัยก่อนวัวพยนต์ทำด้วยดินเหนียว หรือตอกไม้ไผ่สานเป็นรูปวัว ทุกวันนี้วัวพยนต์หลวงพ่อแช่มทำด้วยโลหะ ใครไปที่วัดดอนยายหอม สามารถบูชามาไว้กับบ้านกับตัวได้ทันที
พระครูสมุห์อวยพรเล่าต่อไปอีกว่า ท่านได้เคยเห็นหลวงพ่อแช่มรักษาคนเป็นโรคฝีในท้อง (วัณโรคหรือเปล่าไม่ทราบ, ผู้เขียน) หายขาดใน 7 วัน วิธีรักษาก็คือผูกหุ่นผู้เจ็บขึ้นมาแล้วสอบถามหาตำแหน่งที่เจ็บปวด เมื่อรู้จักแล้วหลวงพ่อแช่มได้บอกให้ผู้ป่วยนั่งพนมมือนิ่งอยู่ และบอกว่า “ทนเจ็บหน่อยนะ” ต่อจากนั้นท่านได้ใช้มีดหมอขีดเขียนลงไปที่หุ่น (เข้าใจว่าจะเป็นการลงอักขระ, ผู้เขียน) บางทีก็เคาะที่พื้นกระดานกุฏิและในขั้นตอนสุดท้าย ท่านเอาตะปูตอกลงบริเวณที่คนป่วยบอกว่าเจ็บ ขณะตอกตะปูลงในหุ่นนั้น ผู้ป่วยสะดุ้งไปด้วย ภายหลังได้อธิบายว่าไม่เจ็บ เป็นแต่เสียว แต่เสียดบริเวณที่ตะปูตอกลงเท่านั้น ครั้นเสร็จพิธีกรรมทั้งหมด หลวงพ่อได้บอกว่าจะหายภายใน 7 วัน
ถ้าหากครบกำหนด 7 วันแล้วคนไข้ไม่มาหาท่าน ก็หมายความว่าหายจากโรคแล้ว ท่านก็จะถอนตะปูออกจากหุ่นที่ท่านเก็บไว้กับตัว เมื่อถอนตะปูออกจากหุ่นแล้วเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรมในการรักษาอย่างแท้จริง หุ่นจะถูกนำไปทิ้ง
ลักษณะของการช่วยเหลือคนทุกข์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อเงินเปิดโอกาสให้หลวงพ่อแช่มทำแทนมาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อแช่มยังมีฐานะเป็นพระลูกวัด
นี่คือการแบ่งเบาภาระ ธุระของผู้อาจารย์ซึ่งวางใจศิษย์ได้ถึงขนาดนั้น การมาถึงที่ขลังของหลวงพ่อแช่มมาได้อย่างไร
ใครเป็นอาจารย์ของท่าน
ระหว่างปี 2470 สมัยบวชพระใหม่ๆ นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการศึกษาวิชาอาคมขลัง เพราะว่าจังหวัดนครปฐมระหว่างปี 2470 มีครูบาอาจารย์ทางด้านนี้มากมาย แต่ละองค์นับว่าเยี่ยมยอดทั้งสิ้น
ครูบาอาจารย์สมัยนั้นแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นพระเถระ (ผู้ใหญ่) แล้วก็หาได้ว่างธุระธุดงค์ไม่ ทุกปีจะออกธุดงค์เป็นวัตรประจำ ซึ่งเรื่องนี้ทราบจากหลวงปู่โต๊ะว่า ท่านเองก็ได้โอกาสเดินธุดงค์ร่วมกับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือเสมอ ถือเป็นวัตรปกติธรรมดาของพระสงฆ์สมัยนั้น และเมื่ออกธุดงค์แล้ว ที่ขาดไม่ได้หรือมักไม่ขาดคือการเดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง ในเขตเมืองกาญจนบุรี ซึ่งที่นี่คือที่ชุมนุมพระสงฆ์จากทั่วทุกสารทิศ ครูบาอาจารย์ตัวกลั่นก็ชุมนุมอยู่ที่นี่ด้วย
ที่ไหนก็ตามหากมีการชุมนุมแล้ว ย่อมต้องมีการแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถแก่กันและกันเป็นธรรมดา ดังนั้นวิชาความรู้ทางขลัง ไสยศาสตร์อาคม ก็ถูกถ่ายทอดสอนกันอยู่ที่นี่ หลวงพ่อแช่มได้ความรู้ความสามารถเพิ่มเติมจากที่นี่เช่นกัน ถ้าหากประทับใจครูบาอาจารย์องค์ใดก็อาจติดตามท่านกลับวัดของท่านเพื่อศึกษาเพิ่มเติมก็ได้
เรื่องครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อแช่มจึงไม่อาจระบุชัดเจนได้ว่ามีใครบ้าง
แต่สำหรับครูบาอาจารย์ที่แน่ชัดในสายสำนักดอนยายหอม แล้วสามารถบอกได้ว่าหลวงพ่อแช่มมีหลวงพ่อเงินเป็นอาจารย์ ซึ่งหลวงพ่อเงินได้เล่าเรียนเพียรศึกษาต่อจากหลวงพ่อฮวบ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม องค์ที่ 1 และจากโยมพ่อของหลวงพ่อเงินเอง
สำหรับหลวงพ่อแช่มนั้น นอกจากจะศึกษาวิชาความรู้จากหลวงพ่อเงินแล้ว ยังมีหลวงพ่อรุ่งอีกองค์หนึ่งเป็นผู้อบรมสั่งสอน ซึ่งหลวงพ่อรุ่งก็เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับหลวงพ่อเงินคือมีหลวงพ่อฮวบเป็นอาจารย์เช่นเดียวกัน แต่หลวงพ่อรุ่นที่มีชื่อปรากฏอยู่นี้จะเป็นหลวงพ่อรุ่งวัดทำกระบือหรือเปล่าไม่ทราบ ยังไม่มีเวลาตรวจสอบดู
หลวงพ่อแช่มได้กล่าวถึงการเรียนสมถกรรมฐานของท่านในสมัยแรกว่า ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ดีว่ามีพระอาจารย์รุ่งคอยควบคุมช่วยเหลืออยู่นานปี
ลูกศิษย์ท่านหนึ่งเล่าว่าเคยได้ยินหลวงพ่อเงินเตือนหลวงพ่อแช่มว่า
“คุณแช่ม ระวังไฟไหม้กุฏินะ”
เรื่องนี้ตัวเขาสงสัยมาก จึงได้เฝ้าสังเกตดูหลวงพ่อแช่มอย่างใกล้ชิด เห็นว่าตอนกลางคืนมักมีแสงสว่างสดใสแผ่กระจายในกุฏิ บางทีก็ปรากฏเป็นแสงพุ่งขึ้นลง เมื่อย่องเข้าไปแอบดูก็เห็นเพียงหลวงพ่อแช่มนั่งอยู่ตรงหน้าเทียนเล่มเดียวเท่านั้น
ว่ากันง่าย ๆ ก็เรียกว่านี่คือ กสิณไฟ
เรื่องของกสิณ มีตำราอธิบายมากแล้วว่ามีกี่ห้อง กี่อย่าง ผู้อ่านสามารถค้าอ่านได้ทั่วไป
สำหรับกสิณไฟของหลวงพ่อแช่มนั้นท่านได้กรุณาอธิบายว่า สมัยพุทธกาลก็มีการเจริญเตโชกสิณแล้ว ผู้เจริญเตโชกสิณต้องสร้างอุปกรณ์ขึ้นเองทั้งหมด เช่น หาไม้แก่นชนิดที่มียางไม้ติดไฟได้มาผึ่งให้แห้ง ตัดเป็นท่อนๆ เอาไปวางไว้ที่โคนไม้หรือประจำตามความเหมาะสม จุดไม้นั้นได้ติดไฟ เอาเสื่อลำแพนเจาะรูกลม ๆ ถ้าไม่มีเสื่อจะใช้แผ่นหนังสัตว์หรืออะไรก็ได้เจาะเป็นรูปเหมือนกัน วางกั้นไฟกับตัวผู้เจริญเตโชกสิณ แล้วนั่งเพ่งไฟที่ทะลุผ่านรู
กรรมวิธีละเอียดพิสดารกว่านี้ก็มี แต่ของดไว้ไม่กล่าวถึง
นั่นเป็นวิธีเจริญเตโชกสิณสมัยก่อน ส่วนสมัยนี้สะดวกสบายกว่ามาก เพียงหาสถานที่สงบสงัดกับเทียนเล่มเดียวก็ใช้ได้
หลวงพ่อแช่มได้กล่าวว่า
“ลูกผู้ชายเมื่อทอดทิ้งความเพียรเสียแล้ว จะพึงได้รับคุณวิเศษแม้แต่เพียงนิดหน่อยนั้น ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้เลย”
                                                   
 File0354(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 203.156.28.x  |   เมื่อ: 11 กันยายน 2551 เวลา: 9:35:20 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

อดีตมีอยู่หรือไม่
ถ้ามี อดีตอยู่ที่ไหน เพราะมันเลื่อนผ่านจนพ้นมาแล้ว ไม่อยู่ในภาวะมีอยู่เช่นเดียวกับอนาคตก็ยังไม่มี เพราะมันไม่อยู่ในภาวะมี
ที่มีอยู่คือปัจจุบัน นี่คือของที่กำลังมี
พูดถึงปัจจุบัน ฐานะและภาวะของหลวงพ่อแช่มคือผู้ปฏิบัติดีแล้วชอบแล้ว ทั้งยังมีคุณวิเศษมากมายที่ท่านไม่เคยโอ้อวด ใครมาหามาสู่ท่านจะได้รับการต้อนรับขับสู้เสมอหน้า ไม่เลือกว่ามีหรือจน ใหญ่หรือเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ได้กล่าวในตอนแรกแล้วว่าดินแดนแห่งความเสมอภาคของมนุษย์ชนเกิดขึ้นตรงหน้าหลวงพ่อแช่ม เป็นดินแดนที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนถนัดชัดเจนเท่า
ถ้าพูดถึงอดีตที่ไม่มีแล้ว ในฐานที่เป็นของเคยมี เราพูดถึงได้ในข้อที่เป็นสัญญา เป็นความจำ เป็นบันทึกและเป็นประวัติศาสตร์

ต่อไปนี้ประวัติศาสตร์ขลังของหลวงพ่อแช่ม
วัดดอนยายหอม

เรื่องแรกเป็นประสบการณ์ของ น.ส.ประนอม พรามญานัง และนายอำนาจ พรามญานัง อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ 7 บ้านดอนขนาด ตำบลดอนยายหอม นี่เอง
ทั้งคุณประนอมและคุณอำนาจ มีงานประจำที่ปั๊มน้ำมัน จะต้องไปเช้าและกลับเย็นทุกวัน ชีวิตก็เป็นปกติตลอดมา จนกระทั่งถึงวันที่ 15 กันยายน 2528 เรื่องไม่ปกติก็เกิดขึ้น
ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง คุณประนอมและคุณอำนาจเสียเวลาจ่ายกับข้าวที่ตลาดสด จึงทำให้ต้องเดินทางกลับบ้านมืดไปหน่อย ทางเข้าบ้านดอนขนาด เปลี่ยวมาก นานๆมีรถสวนคันหนึ่ง ระหว่างนั้นคุณอำนาจซึ่งเป็นผู้ขับมอเตอร์ไซค์มีความรู้สึกว่ากำลังถูกติดตามจึงเร่งความเร็วขึ้น รถที่เชื่อว่ากำลังติดตามก็เร่งเครื่องกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ พอเลยโรงเลี้ยงหมูตังกวย รถมอเตอร์ไซค์ของผู้ติดตามก็แล่นมาทันและแซงหน้าไป
คนซ้อนท้ายรถคันนั้นชักปืนออกมายิงใส่ 2 นัด
นัดแรกถูกหัวไหล่คุณอำนาจ นัดที่สองถากหัวไหล่คุณอำนาจแล้วเลยมาถูกหัวไหล่ขวาคุณประนอมจนเสื้อขาด
กระสุนไม่เข้าทั้ง 2 นัด
คุณประนอมบอกว่าผิวหนังที่ถูกปืนเกรียมไหม้และเขียวช้ำไปหมด
ในคอคุณประนอมแขวนเหรียญเสมาเล็กรูปเหมือนหลวงพ่อแช่มพร้อมเชือกที่ได้รับจากมือท่านเท่านั้น
ส่วนคุณอำนาจไม่ได้รายงานว่าแขวนอะไรหรือพกอะไรติดตัว
เหรียญเสมารูปหลวงพ่อแช่ม มีสร้างอยู่หลายรุ่น นี่พูดถึงเหรียญเล็ก โดยมากทำแจก ซึ่งปัจจุบันนี้หลวงพ่อแช่มท่านก็แจกเหรียญเสมาเล็กอยู่ทุกวัน แต่เป็นรูปของหลวงพ่อเงิน ท่านแจกพร้อมเชือกสายสิญจน์ ผ้ายันต์ และเชือกจระเข้ขบ ใครไปกราบท่านจะได้รับทุกคน
นี่ก็ออกจะเป็นเรื่องธรรมดาของครูบาอาจารย์ผู้มีคุณวิเศษได้สร้างของวิเศษไว้คุ้มครองภัยให้ลูกศิษย์ทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆจนชาชิน จนไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
มีผู้แสดงข้อคิดเห็นว่า เรื่องนี้บางท่านมีทิฎฐิ (ความเห็น) ว่าเป็นเรื่องเดรัจฉานวิชา ท่านผู้นั้นกล่าวว่าอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ไม่น่าจะเป็นเดรัจฉานวิชาหรือเป็นวิชาต่ำช้า เพราะว่าผู้ที่จะทำให้วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สำเร็จฌานสมาบัติและอภิญญาชั้นสูง ซึ่งผู้ที่มีได้เป็นได้ถึงขั้นนั้นล้วนแต่เป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์แห่งศีลทั้งสิ้น
ผมเคยอ่านพระไตรปิฎกซึ่งกล่าวถึงพระพุทธพจน์บทหนึ่งว่า สิ่งที่ตถาคตรู้เห็นแต่ไม่บอกแก่สาวกนั้นยังมีมากมายประดุจใบประดู่ลายที่หล่นอยู่เกลื่อนป่า ที่ตถาคตบอกแก่สาวกก็เปรียบเหมือนใบประดู่ลายเพียงใบเดียวเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าสิ่งอื่นๆใดก็ตามที่พระพุทธองค์รู้เห็นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน นัยหนึ่งคือเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ พระองค์จึงไม่นำมากล่าวมาสอนไว้ คงบอกทางให้พ้นทุกข์เพียงประการเดียวเท่านั้น
แม้ในสมัยพุทธกาลจะไม่เคยมีการกล่าวถึงหรือบันทึกถึงเรื่องการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ก็ไม่ได้แปลว่าสมัยนั้นไม่มี แต่ท่านไม่เน้นไว้ เพราะนั่นไม่ใช่คำสอนให้พ้นทุกข์ และไม่ได้บอกว่านั่นเป็นของผิดวินัยบัญญัติ
ครูบาอาจารย์สมัยนี้ได้สร้างเครื่องรางของขลังขึ้นก็ด้วยเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีไว้เพื่อบรรเทาเวทนาทางกายเป็นหลัก และท่านก็ไม่เคยบอกว่ามีเครื่องรางของขลังแล้วไปพระนิพพานได้ ที่ไปได้นั้นคือพระธรรม เดินตามกระแสธรรมจึงพ้นทุกข์
ดังนั้นจะบอกว่าเครื่องรางของขลังเป็นหรือไม่เป็นเดรัจฉานวิชา ก็อาจกล่าวได้ทั้งสองอย่าง เพราะเหตุว่าเครื่องรางของขลังเป็นของที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง แต่เครื่องรางของขลังก็ช่วยปุถุชนผู้ยังเวียนว่ายตายเกิดให้อยู่ในโลกนี้ได้อยู่ไปอย่างปลอดภัย และเป็นสุขประสาโลกได้ไม่มากก็น้อย
เรื่องนี้สุดแล้วแต่ใครจะเห็นอย่างไร
สำหรับผมเองไม่ว่าอะไร ไม่เถียงกับใครทั้งนั้น ผมแขวนพระเครื่องหรือไม่แขวนก็เรื่องของผม ผมจะขึ้นสวรรค์ลงนรกก็เรื่องของผม ใครก็ไม่เกี่ยว
ตัวใครตัวมันว่างั้นเถอะ
อย่างไรก็ตามหลวงปู่แหวนเคยกล่าวอีกว่า
“หลวงพ่อแช่ม เป็นพระที่มีสมาธิจิตสูงองค์หนึ่งเน้อ”
เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของนายสุมิตร พฤติปัญญาสกุล อยู่บ้านเลขที่ 14/50 ซ.ศูนย์วิจัย 6 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ
คุณสุมิตรเล่าว่าตัวเขาเองรวมทั้งพี่น้องอีก 2 คน มีความลำบากยากจนมาก ยิ่งเตี่ยมาสิ้นบุญไปยิ่งยากลำบาก แต่ว่าก่อนเตี่ยจะตายได้สั่งเสียให้พี่น้องทุกคนสามัคคีกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ที่สำคัญต้องช่วยเหลือกันและกัน สามพี่น้องก็ทนสู้อยู่กับกิจการค้าที่ล้มลุกคลุกคลานตลอดมา
วันหนึ่งมากราบหลวงพ่อแช่ม โดยที่ยังไม่ทันได้ระบายความทุกข์ให้ท่านฟัง ท่านก็กล่าวว่า
“อาเสี่ยทั้ง 3 คน นั่งรับน้ำชาก่อน มีทุกข์ร้อนอย่างไรอย่างลืมคำสั่งเตี่ยก่อนสิ้นบุญนะ”
คำพูดปฏิสันถารง่ายๆแค่นี้ทำเอาพี่น้องทั้งสามคนประหลาดใจ และในที่สุดก็ระบายความกลัดกลุ้มถวายให้ท่านฟังจนหมด
ท่านกล่าวปลอบว่า
“ไม่เป็นไรหรอก จดจำคำเตี่ยไว้ให้ดี อีกหน่อยจะรวยเป็นเถ้าแก่อาเสี่ยนายห้าง”
หลังจากนั้นมากิจการค้าต่างๆที่สามพี่น้องทำด้วยกันก็เจริญขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งทุกวันนี้มีกิจการมั่นคง มีโรงงานหลายโรง มีความกว้างขวางในทางธุรกิจ ย่านศูนย์การค้าวรรัตน์ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการค้าแถบนั้น
ต่อไปเป็นเรื่องของนางสี่ แรมชื่น อยู่ที่หมู่ 1 ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม
นางสี่พาญาติ 2 คน คือ นางเสงี่ยม ยืนยง และนางสมพร เทพพิทักษ์ มากราบหลวงพ่อแช่มในวันที่ 10 ธันวาคม 2528 เพื่อขอให้ท่านลงหัวเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งนางสี่ได้เคยทำเช่นนี้มาโดยตลอด เดิมนางสี่ยากจนมาก เมื่อนำเมล็ดพันธุ์พืชที่ต้องการจะปลูกมาขอให้หลวงพ่อแช่มลง (อธิษฐานจิต) พืชพันธุ์ก็งอกงามได้ผลดีเกินคาดเพื่อนบ้านแปลกใจว่าทำไมสวนของนางสี่ไม่มีแมลงหรือโรคพืชรบกวน และสงสัยว่าใช้ปุ๋ยอะไร ซึ่งนางสี่ก็ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชตลอดมา จากฐานะยากจนแทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ มาเป็นคนมีอันจะกิน วันนี้จึงได้พาญาติสองคนมาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อแช่มเช่นเดียวกับตนเอง
หลวงพ่อก็ทำให้ไม่ขัดข้อง
ป้าพร อินเสือสี อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 1 ต.ดอนขุนแก้ว อ.นครชัยศรี ได้เล่าว่าหลานชายชื่อเด็กชายจิ๋ว อินเสือสี อายุ 2 ขวบ พลัดตกลงในคลองใหม่ในขณะที่ป้าพรกำลังหลับ ครั้นตื่นขึ้นมาก็หาหลานไม่พบ ออกตามหาจนทั่ว พอพบเห็นหลานก็ตกใจเพราะว่าหลายชายลอยคออยู่ในคลองไม่จมน้ำ
ในคอแขวนเชือกจระเข้ขบของหลวงพ่อแช่มเส้นเดียว
ป้าพรบอกว่าเรื่องเชือกจระเข้ขบนี้เชื่อถือมาก เพราะว่ามีเรื่องช่วยเหลือหลานสาวอีกคน คือเด็กหญิงหนุ่ย อินเสือสี ซึ่งเป็นลูกสาวของนายสมบูรณ์ อินเสือสี เด็กหญิงหนุ่ยอายุ 6 ขวบ เข้าไปเล่นใกล้กรงเสือในบริษัทเดลินิวส์ ถูกเสือตะปบลากเข้าไปชิดกรงและกัดที่ขากระทั่งรองเท้าขาดหลุดลุ่ย แต่น่าแปลกใจที่เสือกลับเปลี่ยนใจไม่ทำร้ายเด็กหญิงหนุ่ย กัดแล้วก็เลิก หันหลังหนีไป ส่วนรอยเสือกัดไม่มีปรากฏอยู่บนผิวหนังเด็กหญิงหนุ่ยเลย
ในคอผูกเชือกจระเข้ขบของหลวงพ่อแช่มเส้นเดียวเหมือนกัน
พูดถึงเชือกจระเขย้ขบแล้วต้องพูดถึงเชือกมงคลด้วยจึงจะครบถ้วน เชือกมงคลนี้เวลาพระสึกเมื่อไร หลวงพ่อจะคล้องคอให้ทุกคน นัยว่าจะเป็นการคุ้มครองและเสริมชะตา
เกี่ยวกับเชือกมงคลนี้ได้มีเหตุตื่นเต้นเกิดขึ้นในวันหนึ่ง คือมีกลุ่มชายฉกรรจ์จากอำเภอจอมบึงมากราบหลวงพ่อ พาเด็กหนุ่มวัยประมาณ 20 ปีมาด้วย 1 คน พวกเขาเชื่อว่าเด็กซึ่งมีหน้าที่ขับรถแทรกเตอร์ไถดันป่าใหญ่ในเขตจอมบึงถูกผีเข้า รักษามานานปีไม่หาย
หลวงพ่อเรียกเด็กหนุ่นคนนั้นให้เข้าไปหา เด็กหนุ่มซึ่งมีท่าทีเรียบร้อยมาแต่แรกเปลี่ยนกิริยาเป็นฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ร้องตะโกนใส่หลวงพ่อว่า
“กูไม่ยอม กูไม่ยอม กูจะได้อภิญญาแล้ว ใครก็ทำอะไรกูไม่ได้”
ร้องตะโกนแล้วถลันเข้าใส่หลวงพ่อ
พวกลูกศิษย์เกรงหลวงพ่อจะได้รับอันตรายก็กรูกันเข้าขนาบข้างตัวหลวงพ่อ ระวังภัยให้ท่าน แต่ท่านเฉยอยู่ พอได้โอกาสท่านก็โยนเชือกมงคลใส่เด็กหนุ่มคนนั้นอย่างแม่นยำ พอเชือกคล้องคอเด็กหนุ่มแล้ว มีอันล้มตึงลงกับพื้นดิ้นรนสุดฤทธิ์สลบไป
ราว ๆ 3 นาทีต่อมาก็ฟื้นคืนสติ หายเป็นปลิดทิ้ง
นี่คือเชือกมงคล ของแจกฟรีที่ท่านจะมอบให้กับผู้ไปกราบอย่างไม่อั้น
ผมเคยไปกราบหลวงพ่อในตอนเย็นๆของวันหนึ่ง ไม่พบท่านที่กุฏิ ลูกศิษย์บอกว่าท่านอยู่หลังวัด จึงติดตามหาท่านจนพบ เห็นว่าท่านออกมาเดินพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศพร้อมกับเณรน้อยรูปหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นท่าทีหลวงพ่อปรากฏเป็นส่วนตัวอย่างนี้มาก่อน ดูท่านสบาย และสงบอยู่ตามลำพัง จึงไม่กล้าเข้าไปรบกวนท่าน แต่ท่านก็มองเห็นผมและโบกมือให้และไล่กลับไปคอยที่กุฏิ ผมก็ไม่ไป คงวนเวียนอยู่ห่างๆท่านเพื่อดูท่านในอิริยาบถปลอดโปร่งอย่างนั้น
มีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นแถวนั้น ผมเห็นท่านเดินเข้าไปลูบหัว แสดงเมตตาต่อเด็ก ที่คอเด็กแขวนเชือกมงคลและเหรียญของท่านทุกคน
ดูแล้วน่าศรัทธามาก
ถ้าใครไปกราบหลวงพ่อแล้วทราบว่าท่านอยู่หลังวัดขอความกรุณาอย่าไปรบกวนท่านเลยครับ ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นการพักผ่อนของท่านอย่างหนึ่ง
เรื่องประสบการณ์ต่างๆที่แสดงความขลังศักดิ์สิทธิ์นั้น จริงๆแล้วผมไม่ใคร่อยากจะพูดถึงมากนัก
แต่เรื่องประสบการณ์ก็เป็นที่สนใจของคนทั้งหลายอยู่ดี จะไม่พูดเสียเลยก็ไม่ได้
มาดูประสบการณ์น่ากลัวอีกอันหนึ่งของคุณสุณี จินสมาน อาชีพรับเหมาถมดิน บ้านอยู่ละแวกบางแคนี่เอง
คุณสุณีได้เล่าเรื่องนี้ให้กรรมการวัดฟังขณะรอหลวงพ่อออกจากจำวัดในบ่ายวันหนึ่ง โดยเล่าว่า คุณสุณีได้ไปรับเหมาถมดินที่ดำเนินสะดวก ขากลับได้ขับรถผ่านโค้งดำเนิน ถูกดักยิงด้วยปืนอาก้า รถพรุนทั้งคัน คนขับรถถูกกระสุนที่หัวเข่านัดหนึ่ง รถปิคอัพที่ถูกยิงมีอาการสำลักจะดับมิดับแหล่ แต่ก็แล่นเลยมาได้อีก 200 เมตร จึงจอดสนิท คุณสุณีทิ้งรถและประคองคนขับหลบหนีลงข้างทาง คนร้าย 2 คนถือปืนอาก้าวิ่งตามมา แปลกที่คนร้ายทั้ง 2 หาตัวคุณสุณีและคนขับรถไม่พบ ทั้งๆที่เดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวขนาดมือเอื้อมถึง
ได้ยินเสียงบ่นของคนร้ายว่า
“มันหายไปได้ไงวะ”
พวกนั้นค้นหาอยู่ราว 15 นาทีก็เลิกและหนีไป

คุณสุณีแขวนเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อแช่มเพียงเหรียญเดียว
อีกรายหนึ่งคือ คุณจิ๋งไล้ แซ่ตั้ง อยู่บ้านเลขที่ 31 หลังสถานีรถไฟนครปฐม คุณจิ๋งไล้ได้พบคนจีนด้วยกันคนหนึ่ง อ้างว่าแซ่ตั้งเหมือนกัน และได้ขอให้ช่วยหางานให้ทำ คุณจิ๋งได้ตกลงจะให้ทำงานขายอะไหล่เรือน้ำเค็ม และได้พาชาวจีนคนนั้นมาที่โกดังเก็บของ พอได้ทีเผลอ คนแซ่ตั้งคนใหม่ก็ออกลาย คว้าขวดตีหัวคุณจิ๋งไล้ข้างหลัง ขวดแตกละเอียด พอคุณจิ๋งไล้หันกลับมา คนจีนคนนั้นก็คว้าจอบที่วางอยู่ใกล้ขึ้นมาสับใส่ร่างกายคุณจิ๋งไล้จนล้มลง และสับซ้ำซากจนแน่ใจว่าตายสนิท ต่อจากนั้นได้ปลดทรัพย์คุณจิ๋งไล้ไปจนหมด รวมแล้วมีทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปดังนี้ สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท นาฬิกาเรือนทองคำหนัก 3 บาท
คุณจิ๋งไล้ฟื้นขึ้นมาภายหลัง ยังสามารถประคองตัวเองกลับบ้านได้ ภรรยาคุณจิ๋งไล้นำความเข้าแจ้งตำรวจให้ติดตามจับตัวคนร้ายรายนั้น และนำตัวส่งโรงพยาบาลธนบุรี แพทย์ตรวจอาการแล้วบอกว่าไม่เป็นไร นอกจากฟกช้ำดำเขียวเท่านั้น และแพทย์แสดงความแปลกใจว่า ถูกจอบสับจนทั่วตัวอย่างนี้ทำไมมีแผลแค่เลือดซิบ ๆ
แพทย์ท่านนั้นคงสนใจเรื่องวัตถุมงคลเหมือนกัน เพราะว่าได้ถามคุณจิ๋งไล้ว่ามีอะไรดีหรือ พอทราบว่าคุณจิ๋งไล้แขวนเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อแช่มก็ร้องว่าหลวงพ่อแน่จริง ๆ
เหรียญโก๋เสาร์ 5 ก็ใช่ย่อยนะครับ มีเรื่องปรากฏขึ้นกับ คุณตี๋ หรือคุณอินศักดิ์ แซ่อึ้ง บ้านเลขที่ 546/1 ถ.พระงาม ช้างวัดเสน่หา อ.เมือง จ.นครปฐม
ประมาณปี 2518 คุณตี๋รับคำชวนของพี่ชาย ซึ่งค้าขายอยู่ตลาดโบ๊เบ๊ให้ร่วมเดินทางไปส่งเสื้อผ้าที่จังหวัดสกลนคร มีลูกน้องไปด้วยอีก 2 รวมเป็น 4 คน ระหว่างที่รถวิ่งอยู่บนภูพานเวลาประมาณ 5 โมงเย็น มีคนร้ายถือปืนคาร์บินออกมาสกัดรถ 3 คน สาดกระสุนใส่ทันที พี่ชายคุณตี๋ถูกปืนถึงแก่ความตายคารถ คนขับถูกยิงกรามหลุด รถต้องมีอันจอดสนิทลง
คุณตี๋คิดว่าตนเองต้องตายแน่แล้ว คนร้ายได้เข้าค้นตัวเอาเงินจากคุณตี๋ไป 300 บาท ส่วนลูกน้องอีกคนที่ยังไม่ถูกปืนก็ถูกตีหัวแตกเลือดอาบ คนร้ายไม่พอใจที่ได้เงินจากคุณตี๋น้อยไป ได้เอาปืนจ่อเข้าที่หน้าแล้วเหนี่ยวไกยิง
เสียงปืนดังแชะ แชะ
พอดีมีรถคันอื่นวิ่งสวนเข้ามา คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงถอนตัวหลบหนีไป
ในคอคุณตี๋แขวนเหรียญโก๋เสาร์ 5 เพียงเหรียญเดียว
คุณตี๋บอกว่าเหรียญนี้เขาเก็บได้ที่ตลาดท่ารถบางเลนตรงหน้าร้านจันอับ
เหรียญเก็บตกจากข้างถนนแท้ ๆ มาช่วยชีวิต
ลักษณะของเหรียญโก๋เสาร์ 5 เป็นเหรียญกลมใหญ่ ทำเป็นรูปหลวงพ่อแช่มนั่งเต็มองค์ ที่ขอบเหรียญโดยรอบมีอักขระขอมข้างบนและข้างล่างมีหนังสืออ่านว่า “หลวงพ่อแช่ม 67” ตัวเลข 67 นี้แสดงอายุของหลวงพ่อขณะสร้างเหรียญนี้ขึ้นมา
ความจริงประสบการณ์หรืออภินิหารของวัตถุมงคลหลวงพ่อแช่มยังมีอีกมาก ผมเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมักมีความคล้ายคลึงกัน ไม่ถูกยิงถูกแทงก็เป็นอุบัติเหตุ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นมีอยู่แน่นอน ทุกคนที่ประสบเหตุร้ายจึงปลอดภัย ไม่ตายกัน จึงของดเว้นไม่กล่าวถึงอีก
เอาแค่พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก็ได้ว่างั้นเถิด
                                                            
                                                                                                   ที่มา ,หนังสือที่ระลึก 100 วัน หลวงพ่อแช่ม , "อริยเมตตาแห่งดอนยายหอม"โดย อำพล เจน

 DSC00708(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 203.156.28.x  |   เมื่อ: 11 กันยายน 2551 เวลา: 10:03:22 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"ผมเคยไปกราบท่านตอนที่ยังดำรงสังขารอยู่หลายครั้ง ท่านเป็นพระที่มีเมตตามาก จะหาพระที่มีเมตตาอย่างท่านยากมากครับในสมัยนี้ (แต่ก็น่าจะมีนะ) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลวงพี่ของผมเล่าให้ฟังว่า มีพระวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม ชื่อพระชลิต(ปัจจุบันลาสิกขาแล้ว) ไปกราบหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อได้เทศน์เกี่ยวกับเรื่องพระอรหันต์ ซึ่งพระชลิตได้ถามหลวงพ่อว่าปัจจุบันยังมีพระอรหันต์อยู่อีกหรือไม่ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้ตอบว่า มี พระชลิตก็ได้ถามต่อว่ามีอยู่ที่ไหนบ้าง หลวงพ่อฯถามว่าแล้วท่าน(พระชลิต) อยู่จังหวัดอะไรล่ะ พระชลิตตอบว่า อยู่จังหวัดนครปฐม หลวงพ่อก็เลยบอกว่า จังหวัดนครปฐม ก็หลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอมนั่นไงล่ะ ไปกราบท่านซะ ท่านเป็นพระอรหันต์ พอกลับวัดมา พระชลิต ก็ได้นำของไปถวาย และกราบไหว้หลวงพ่อแช่มอยู่หลายครั้ง ตัวผมเอง พอหลวงพ่อมรณะภาพ ก็ไปงานสวดพระอภิธรรมศพท่านเพียง 1 ครั้ง และไปกราบสรีระท่านหลายครั้งด้วยกัน นับว่าเป็นบุญจริง ๆ ที่ได้มาเจอพระอย่างหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม.." 
                                                                                          
                                                                                                                           โดยกำธร นครปฐม
 File0515.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 203.156.26.xxx  |   เมื่อ: 9 ธันวาคม 2551 เวลา: 9:57:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
แม้หลวงพ่อแช่มจะมี"ภาพลักษณ์"ไปในเชิง"ขลัง"โดยส่วนเดียว เป็นสุดยอดพระเกจิคณาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมอันสูงยิ่งแห่งยุคสมัย เป็นที่รับรู้และยอมรับแก่ศรัทธาสาธุชนโดยทั่วไปมาโดยตลอดหลายสิบปี แต่ใครเลยจะรู้ได้ว่า  แท้จริงแล้ว หลวงพ่อแช่มท่านยัง"ปฏิบัติจิต"แบบเงียบๆอยู่โดยสม่ำเสมออีกด้วย
ยังจำได้ไม่เคยลืมว่า ครั้งหนึ่งที่ได้ไปกราบท่านโดยกิจวัตรประจำทุกกึ่งเดือน เมื่อ"ขลัง"ได้ที่พอแรงแล้ว หลวงพ่อแช่มกันหันมาพูดกับ"พุทธวงศ์" ซึ่งตอนนั้น ยัง"วัตถุนิยม"เต็มเหนี่ยวอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนทีเดียวว่า
"ว่างๆ ให้มาปฏิบัติ(ธรรม)บ้างน๊ะ..!!?!"
แม้ตอนนั้น จะยัง"เมาหมัด"(วัตถุมงคล)อยู่ แต่ก็ยังรับปากท่านไปก่อนทีเดียวว่า
"ขอรับ...เอาไว้ว่างๆ(หลังจากส่องพระเสร็จแล้ว) จะมาปฏิบัติกับหลวงพ่อที่วัดก็แล้วกันนะครับ..!!!"
"สาธุ.."
หลวงพ่อแช่มว่า
 File0170(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.115.xxx  |   เมื่อ: 21 เมษายน 2552 เวลา: 7:48:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
ลำพัง.... "อริยฤทธิ์"ที่เกิดจากการเจริญ"วิปัสสนากรรมฐาน"จนลุสู่ความเป็น"พระอริยะ"ของหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมย่อมสามารถที่จะก่อให้เกิดอานุภาพอันวิเศษที่เหนือโลก เหนือสงสาร ไม่มีใดเทียมได้อย่างน่ามหัศจรรย์เป็นเอนกประการอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อเสริมด้วย
"ออปชั่น"และ"บริการพิเศษ"อันได้แก่"สมถกรรมฐาน"และ"วิชชาอาคม"ที่หลวงพ่อท่านได้ฝึกฝนปฏิบัติร่ำเรียนจากครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณชั้นยอดมาอีกมากกว่ามากจนเจนจบตั้งแต่ต้น จะยิ่งเพิ่มพูน"ลูกเล่นแห่งฤทธิ์"ให้แพรวพราวสุดที่จะหยั่งยิ่งๆขึ้นไปสักปานใด ก็ยากที่ใครที่ไร้ญาณจะตามไปรู้ไปเห็นได้
การที่หลวงพ่อแช่มภาวนาจนเกิดแสงสว่างโร่ไปทั้งกุฏิจนหลวงพ่อเงินต้องสัพยอกด้วยเมตตาว่า
"คุณแช่ม ระวังไฟไหม้กุฏิน๊ะ..!!?!" หรือ"น้ำมนต์เทไม่ออกจากขวด"ตลอดจนการรู้วาระจิตและเหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างแจ่มชัดนั้น ล้วนเป็นเสี้ยวหนึ่งของแห่ง"ฤทธิ์แห่งจิต"ที่หลวงพ่อท่านภาวนาได้มาแต่ยุคแรกทั้งสิ้น
และต่อไปนี้ จะได้นำเสนอรายนามของ
"ครูบาอาจารย์"ที่หลวงพ่อแช่มได้เคยศึกษาร่ำเรียนสรรพวิชชาและกรรมฐานมาอย่างละเอียดที่สุด
โดยครูบาอาจารย์บางองค์บางท่าน แทบไม่เคยเป็นที่ล่วงรู้และเปิดเผยจากที่ไหนมาก่อนเลย
แต่เป็นสิ่งที่หลวงพ่อแช่มเคยเล่าไว้ด้วยองค์ของท่านเองในสมัยหนึ่งอย่างแท้จริง
ซึ่งก็เชื่อแน่ได้ว่า หากท่านทั้งหลายได้ล่วงรู้แล้ว ก็อาจจะถึงแก่การอึ้งและทึ่ง ด้วยคาดคิดไม่ถึงว่า อันพระอริยเมตตาแห่งดอนยายหอมอย่างหลวงพ่อแช่ม ฐานุสฺสโกนี้ จะมี
"อาจารย์ดี"นอกเหนือจากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมได้มากมายถึงขนาดนี้..!!??
และก็คงจะทำให้เป็นที่ตระหนักแจ้งใจทั่วกันว่า อันหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม คือสุดยอดพระอริยเกจิคณาจารย์แถวหน้าแห่งยุคร่วมสมัยที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์คุณอันเลิศทุกสิ่ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเกจิอาจารย์ชื่อดังองค์ใดอื่นทั้งสิ้นอย่างแท้จริงหรือไม่ ก็คราวนี้แล..???

 10-20070813222718.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.115.xxx  |   เมื่อ: 21 เมษายน 2552 เวลา: 8:01:09 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
และยิ่งเมื่อได้"รู้"เพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความรู้สึกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจที่ได้กราบหลวงพ่อแช่มในสมัยแรกๆ ก็บอกตนเองได้ตั้งแต่ครั้งนั้น ว่าไม่ผิดพลาดเลยแม้เพียงน้อยทีเดียวว่า
"นี่แหละ นี่แหละ....หลวงพ่อแช่มนี้เหมือนการจำลองภาพของอดีตพระเกจิคณาจารย์ยุคโบราณชั้นสุดยอดอย่างหลวงพ่อจาดจงคงอี๋,หลวงปู่สุข,หลวงปู่บุญฯลฯมาให้เราคนยุคหลังได้เห็นกับสายตาในปัจจุบันนี้ว่า มีลักษณาการเป็นฉันใด ไม่ผิดแล้วโดยแท้ฯ"
 4444(7)(20).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.126.xxx  |   เมื่อ: 4 มิถุนายน 2552 เวลา: 13:21:49 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                เหตุการณ์จริง..!!!
                              เมื่อหลวงพ่อแช่มสยบม้าพยศด้วยเมตตาจิต..!!!!!
 File0736(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.117.xxx  |   เมื่อ: 18 มิถุนายน 2552 เวลา: 8:13:30 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2528 คุณวิสิทธิ์ เจริญอิทธิกุล นักเขียนใหม่แห่งนิตยสารพระเครื่องโพธิ์ทองได้ดำริที่จะเขียนประวัติพระเถราจารย์องค์สำคัญในประเทศไทย จึงมาคิดว่า น่าจะเริ่มที่หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม ทั้งอยากจะพิสูจน์ทดสอบด้วยว่า หลวงพ่อแช่มท่าจจะมีอภิญญาจิตฤทธิขลังสมดังคำร่ำลือหรือไม่ คุณวิสิทธิ์จึง ติดตามคุณฮึกหาญ ประวัติโยธิน ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดไปกราบหลวงพ่อแช่ม จนถึงวัดดอนยายหอม
โดยหลังจากที่ได้นมัสการกราบหลวงพ่อแช่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสัมภาสน์บรรดาศรัทธาสาธุชนที่กำลังรุมล้อมขอพึ่งบารมีอยู่นั้น  ก็ให้มีชายคนหนึ่งมากราบนิมนต์หลวงพ่อแช่มว่า”มีเรื่องด่วน ให้ไปที่หลังวัดหน่อย”  หลวงพ่อแช่มก็ด่วนด้วย ติดตามโยมไปในทันทีเหมือนกัน ซึ่งคุณวิสิทธิ์ก็มิได้สนใจอะไรมาก เพราะมัวแต่สัมภาสน์ญาติโยมเพลิน จนไม่ช้านาน คุณฮึกหาญก็ตะโกนเรียกคุณวิสิทธิ์ให้รีบเอากล้องมาถ่ายภาพสำคัญที่น้อยคนนักจักเคยเห็นโดยด่วนที่สุด  ซึ่งคุณวิสิทธิ์ได้เขียนถึงตอนนี้ไว้ว่า
“เมื่อไปถึงยังบริเวณลานหลังวัด  ภาพที่ผู้เขียนเห็นก็เป็นภาพที่ชวนให้ฉงนยิ่งนักม้ารุ่น(ทราบภายหลังว่าชื่อ"กำไล") รูปร่างเปรียวกำลังผกโผนพยศอย่างเต็มที่ ผู้บังคับม้าต้องพยายามต่อสู้กับการสะบัดดิ้นของมันอยู่ โดยมีหลวงพ่อแช่มยืนสงบสำรวม ใบหน้ามีแววยิ้ม มองดูอาชาพยศด้วยความปราณี (สังเกตดูเวลาหลวงพ่อแช่มเห็นสัตว์เลี้ยงหรือเด็กเล็กๆ ท่านจะอมยิ้มอย่างปราณีเสมอ)
แต่”เจ้ากำไล”
ม้ารุ่นหาได้ละพยศไม่ มันย่างสามขุมเข้ามาใกล้โดยมีชายผู้เป็นเจ้าของพยายามรั้งมันไว้สุดกำลัง  แต่มันกลับยิ่งเพิ่มพยศเข้ามาใกล้กับหลวงพ่อ  ซึ่งท่านยืนก้มหน้าเพ่งมองที่พื้นดินสงบนิ่ง คล้ายกำลังทำสมาธิภาวนาอะไรสักอย่าง
เมื่อเจ้ากำไลเผชิญหน้าหลวงพ่อในครั้งแรก มันหาละพยศไม่ ยังคงพยศเมามันตามประสาของม้ารุ่น  ผู้เขียนเองกับชาวบ้านหลายๆคนที่กำลังหวาดเสียว เกรงว่าหลวงพ่อจะได้รับอันตราย เพราะสองขาหน้าของเจ้ากำไลยกขึ้นห่างจากร่างหลวงพ่อไม่เกิน 1 วา (4 ศอก หรือราว 2 เมตร)
หลวงพ่อกลับยืนนิ่งแล้วเพียงแต่ยกมือขึ้นสูงประมาณระดับใบหน้าของหลวงพ่อ ท่าทางคล้ายกับว่ากำลังห้ามไม่ให้เจ้ากำไลคลุ้มคลั่งมากไปกว่านี้  แล้วสิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดอีกสิ่งหนึ่งในชีวิตของผู้เขียนก็บังเกิดต่อหน้าของผู้เขียนพร้อมๆกับสายตาอีกหลายๆคู่ที่เพ่งมองอย่างพิศวงนั่นเองก็คือ
เพียงแต่ที่หลวงพ่อยกมือขึ้นเท่านั้น  เจ้ากำไลก็คลายพยศทันที มันกลับทรุดสองขาหน้า ก้มหัวของมันลงแนบพื้นดินแทบเท้าของหลวงพ่อ คล้ายกับเป็นการคารวะขอสมาลาโทษต่อความไม่ประสาของมันที่ได้กระทำสิ่งที่ไม่บังควรต่อพระสงฆ์ที่มีแต่เมตตาธรรมเยี่ยงหลวงพ่อ
เจ้ากำไล หลังจากที่ได้แสดงคารวะต่อหลวงพ่อแล้ว มันก็ละพยศลงไปมาก ผู้เขียนได้บอกท่านที่เป็นเจ้าของบอกให้มันทำความเคารพหลวงพ่ออีก เพื่อที่จะได้ถ่ายภาพเก็บไว้ให้มากที่สุด  ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง คราวนี้เพียงแต่บอกว่า “กำไล กราบหลวงพ่อ” มันจะทรุดเท้าลงที่แทบเท้าของหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ยืนอมยิ้มมองดูเจ้ากำไลที่เปลี่ยนมาเป็นม้าแสนรู้แทนแล้วด้วยแววตาปราณี  ปากท่านก็พูดว่า “ดีจ้ะ ดีจ้ะ” มันจะทำเช่นนี้ทุกครั้งที่บอกมัน จนหลวงพ่อขอตัวไปนั่งรับแขกต่อไป...”
 File0737(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.117.xxx  |   เมื่อ: 18 มิถุนายน 2552 เวลา: 8:36:29 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต.... เจริญเมตตาจิต... ใส่ใจเมตตาจิต... แม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะกล่าวไปไย ถึงผู้ทำเมตตาจิตให้มากเล่า ?”
                                                                     
บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๕๔-๕๖)
 File0510(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.117.xxx  |   เมื่อ: 18 มิถุนายน 2552 เวลา: 8:37:25 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
และอานิสงส์อื่นๆของเมตตาจิตยังมีอีกถึง 11 ประการดังนี้...
 
1. หลับอยู่ก็เป็นสุขสบาย
 2. ตื่นอยู่ก็เป็นสุขสบาย
 3. ไม่ฝันร้าย
 4. เป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย
 5. เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์ทั้งหลาย
 6. เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา
 7. ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศาสตราก็ดี ย่อมทำอันตรายไม่ได้
 8. จิตย่อมเป็นสมาธิได้เร็ว
 9. ผิวหน้าย่อมผ่องใส และมีผิวพรรณดี
 10. เป็นผู้ไม่หลงกาลกิริยาตาย (เวลาตายมีสติ)
 11. เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษยิ่งๆขึ้นไป ย่อมไปสู่พรหมโลก (ได้ไปสู่สุคติชั้นสูง)
 File0512(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.115.xxx  |   เมื่อ: 17 ธันวาคม 2552 เวลา: 10:48:50 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
ตามธรรมดาแล้ว  ในวัดใดวัดหนึ่งซึ่งมีพระคณาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถและมากบารมีอยู่เป็นหลักแล้ว แม้ในชั้นหลังจะมีลูกศิษย์ลูกหาที่แม้จะเก่งสักเพียงใด  ก็ไม่อาจที่จะมีบารมีแซงหน้าหรือเทียบเท่าครูบาอาจารย์ยุคเก่าได้
ตัวอย่างดังว่านี้ มีให้เห็นประจักษ์ได้ในเกือบทุกวัดทุกสำนักมาแต่โบราณตลอดมา
ที่สุด แม้สำนักวัดดอนยายหอม ที่มีหลวงพ่อเงิน เป็นประธานใหญ่ก็น่าจะอยู่ในข่ายเดียวกันทุกประการ
ถึงอย่างไรๆเสีย หลวงพ่อแช่มก็ต้องเป็น"เบอร์ 2"รองจากหลวงพ่อเงินอยู่นั่นแล้ว ก็นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด
ลูกศิษย์จะไปเก่งกว่าครูบาอาจารย์ได้อย่างไร???
แต่นั่น ก็เป็นเพียงมุมมองของบุคคลทั่วไปที่ยังไม่เข้าถึง"ข้อมูลเบื้องลึกสุด"เท่านั้น
จริงอยู่ หากเป็นสำนักหรือวัดอื่นๆ  เหล่าลูกศิษย์ที่เรียนอยู่ในสายเดียวกับบูรพาจารย์ชนิด"ไม่แตกแถว"แล้ว ย่อมไม่อาจจะเทียบเท่ากับพ่อแม่ครูอาจารย์ได้เลย
แต่สำหรับกรณีของหลวงพ่อแช่มแล้ว  หาใช่เช่นนั้นไปทั้งหมดไม่
เพราะผู้ที่เจาะลึกถึงแหล่งข้อมูลอย่างถึงก้นบึ้งแล้ว ก็อาจที่จะ"ทะลุปรุโปร่ง"ได้เป็นอย่างดีที่สุดว่า  หลวงพ่อแช่มท่านไม่ได้เป็นลูกศิษย์แต่เพียงหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมเท่านั้น
แต่หลวงพ่อแช่มท่านยังมีความสัมพันธ์และเคยร่ำเรียนสรรพวิทยาการจากพ่อแม่ครูอาจารย์ชั้นหัวกะทิแห่งยุคเก่านอกสายวัดดอนยายหอมมาอีกมากมายมหาศาลอีกด้วย..!!!???

หากคนที่คิดเป็น ก็จะหยิบยกความพิเศษในตรงจุดนี้มาเสริมบารมีและเกียรติคุณของหลวงพ่อแช่มให้ภิญโญยิ่งๆขึ้นไปได้อย่างไร้ที่สิ้นมิจำต้องพักสงสัย
1.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม ผู้ซึ่งเป็นทั้งญาติ(อา)และอาจารย์ที่ใกล้ชิดมากที่สุด ซึ่งแก่อายุกว่าเพียง 16 ปีเท่านั้น
2.หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม (เจ้าของหนึ่งในห้าเหรียญเบญจภาคียอดนิยมแห่งยุค โดยหลวงพ่อคงนี้ เป็นญาติฝ่ายโยมแม่หลวงพ่อแช่ม โดยบ่อยครั้งที่หลวงพ่อคงมากิจที่นครปฐม ก็จะมาพักที่กุฏิหลวงพ่อแช่มเสมอๆ  แม้ยันต์ที่หลวงพ่อแช่มใช้อยู่บ่อยๆ บางยันต์ ก็เป็นยันต์ในสายหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อมอีกด้วย)
3.พระครูอุตตรการบดี (สุข) วัดห้วยจระเข้ นครปฐม(พระอุปัชฌาย์)
4.หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง นครปฐม (หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมเคยไปเรียนวิทยาคมด้วย และได้รับแจกของดีจากหลวงพ่อวัดตาก้องมามากมาย แต่ด้วยความใจดี หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมเลยแจกเสียหมด)
5.หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม (หลวงพ่อแช่มเคยไปเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่บุญเป็นหลายวาระ ซึ่งหลวงพ่อแช่มเคยเล่าด้วยความประทับใจว่า หลวงปู่บุญเป็นพระมหาเถระที่ทรงคุณธรรมและเมตตาธรรมสูงมาก ค่อยไต่ถามถึงการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อแช่มอยู่เสมอ  แม้ยามอาพาธ หลวงปู่บุญก็จะเมตตารักษาให้ โดยบางครั้ง หลวงปู่บุญได้เอายาจินดามณีให้หลวงพ่อแช่มฉันจนหายดีตลอดมา)
6.หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม(ศิษย์หลวงพ่อจ้อย วัดบางช้างเหนือและศิษย์ในหลวงพ่อฮวบ วัดดอนยายหอมซึ่งเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ทัพ วัดทอง เจ้าของพระปิดตามหาอุตม์อันลือลั่นที่สุดในอดีต เท่ากับว่า หลวงพ่อแช่มเป็นเหลนศิษย์ในหลวงปู่ทัพ วัดทองก็ไม่ผิดเลย)
และท่านหลวงพ่อแช่มก็ยังธุดงค์ ไปตามจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี กาญจนบุรี อีกมากหลาย ซึ่งหลวงพ่อแช่มก็ได้เรียนวิชากับพระอาจารย์ในยุคนั้นตามรายทางอีกหลายท่านด้วยกัน อันเป็นกำไรในชีวิตของท่านเป็นอย่างยิ่ง...............

 File0515(2).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.122.xxx  |   เมื่อ: 17 ธันวาคม 2552 เวลา: 11:05:12 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
อนึ่ง หลักฐานที่แสดงถึงความใกล้ชิดกับ"หลวงอาคง วัดบางกะพ้อม"ที่น้อยคนนักจักล่วงรู้ได้ก็คือ"รอยสัก"รูปสังวาลย์ที่แผ่นอกของหลวงพ่อแช่มนั่นเอง
แท้จริงแล้ว รอยสักนี้
เป็นรอยสักที่หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อมสักให้กับหลวงพ่อแช่มสมัยที่ยังหนุ่มๆอยู่ด้วยมือของท่านเองโดยตรง..!!!!!
จะมีกี่คนที่มีวาสนาสูงสุดได้รับการสักจากมือหลวงพ่อคงโดยตรงแม้นเหมือนกับหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมนี้อีกเล่า..????
 DSC032721.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.131.xxx  |   เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2553 เวลา: 9:27:43 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                          “ญาติโยมขอทางหน่อย หลวงปู่โต๊ะมา!!?!”

ครั้งหนึ่ง เจ้าของโรงพิมพ์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเขาได้รูปถ่ายขนาดใหญ่ของหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีมาแต่เป็นรูปที่พิมพ์ขายทั่วไปไม่ได้ปลุกเสกแต่ประการใด เจ้าของโรงพิมพ์จึงมีความคิดว่าน่าจะนำรูปนี้ไปให้หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม ซึ่งเจ้าของโรงพิมพ์นี้ให้ความเคารพนับถืออยู่ทำการปลุกเสกเสียหน่อยก็จะเป็นมงคลอย่างยิ่ง เขาจึงม้วนรูปหลวงปู่โต๊ะแล้วใช้หนังยางรัดเพื่อความสะดวกในการถือและขับรถยนต์จากกรุงเทพฯมายังวัดดอนยายหอมทันที เมื่อมาถึงวัดดอนยายหอมเขาก็ถือรูปหลวงปู่โต๊ะที่ม้วนและรัดด้วยหนังยางนั้นเดินเข้ามาในกุฏิหลวงพ่อแช่ม
ในขณะที่เขาเดินเข้ามานั้น หลวงพ่อแช่มท่านหันมามองทางนั้นพอดีและท่านได้กล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดว่า
“ญาติโยมขอทางหน่อยหลวงปู่โต๊ะมา”ญาติโยมที่นั่งอยู่นั้นหันมามองเป็นทางเดียวกันเจ้าของโรงพิมพ์นั้นจึงเดินเข้าไปหาหลวงพ่อแช่มพร้อมดึงหนังยางที่รัดรูปและคลี่รูปนั้นออก หลวงพ่อแช่มท่านเอาปากกาเมจิกเขียนยันต์ลงบนรูปหลวงปู่โต๊ะนั้น แล้วหลวงพ่อท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นรูปหลวงปู่โต๊ะทั้งๆที่รูปนั้นถูกม้วนและรัดด้วยหนังยาง ไม่เห็นรูปด้านในเลย
????
                                                                         ที่มา, คุณมงคลชัย นครปฐม

 _______2(2).jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.131.xxx  |   เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2553 เวลา: 10:34:41 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                    ตั้งใจเลียนแบบ จึงเจอดีเข้าอย่างจัง
 
                           เพราะเหตุที่โดยส่วนตัวแห่ง"พุทธวงศ์"นั้น มีความเคารพนับถือในอัจฉริยภาพและอัจฉริยภาวะอันยอดยิ่ง ยากจะหาใดมาเปรียบปานได้แห่งพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต(ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานครเป็นที่ยิ่ง เรื่องราวที่เกี่ยวกับท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯในทุกสิ่งทุกช็อต ล้วนอยู่ในความคิดคำนึงและยึดถือเป็น Idol มาโดยตลอด แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆสักเพียงใดก็ตาม
หนึ่งในนั้นก็คือเหตุการณ์ตอนที่นายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์ หนึ่งในทีมงานสร้างพระสมเด็จวัดวิเวกวนารามอันโด่งดังไปกราบท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯในค่ำคืนของวันหนึ่งนั่นเอง

หูทิพย์ตาทิพย์ 

          ระหว่างที่ทางบ้านคุณลุงแก้ว ศิริรัตน์ ตลาดคลอง 16 ตำบาลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังเร่งพิมพ์พระเป็นการใหญ่ เนื่องจากได้ถวายผงให้ท่านเสกไตรมาสในพระอุโบสถนำมาเก็บไว้เฉย ๆ นานถึง 2 ปีแล้ว ท่านได้เตือนนายแพทย์สุพจน์ให้นำไปสร้างเป็นองค์พระมาหลายครั้งแล้ว แต่จนแล้วจนรอดไม่มีโอกาสสร้างได้สักที เฝ้าแต่ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา จนกระทั่งได้ทราบว่าทางวัดเทพศิรินทราวาสจะมีพิธีสวดอธิษฐานจิตครั้งใหญ่โดยท่านธมมวิตกโก ในวันเสาร์ห้า ตรงกับวันที่ 25 เมษายน 2513 โดยท่านเจ้าคุณอุดมฯ แต่ครั้งยังเป็นพระครู ดำริจัดทำขึ้นอย่างเป็นการใหญ่เพื่อหารายได้สร้างโรงเรียนนวมราชานุสรณ์ วัดวังกระโจม จังหวัดนครนายก ทางนายแพทย์สุพจน์ กับญาติพี่น้องจึงได้ลงมือสร้างพระผงเป็นการใหญ่ เพื่อให้ทันเข้าร่วมพิธีสวดอธิษฐานจิตกับทางวัดเทพศิรินทร์ การพิมพ์พระผงผสมครั้งนั้น ได้ทำกันเองอาศัยวงศาคณาญาติช่วยกันทำอย่างอุตสาหกรรมในครัวเรือน มิได้จ้างให้ช่างทำแต่อย่างไรด้วยเกรงจะมีการปลอมแปลงเกิดขึ้น หรือมีการยักยอกนำผงวิเศษไปใช้ในการอย่างอื่น พระที่ทำกันขึ้นเองครั้งนั้นจึงไม่มีความสวยงามใด ๆ และทำกันในบ้านปราศจากพิธีกรรมโดยสิ้นเชิง
ระยะนั้นเอง ค่ำวันหนึ่งนายแพทย์สุพจน์ ก็ยังไปวัดเทพศิรินทราวาสตรงไปยังพระอุโบสถ เพื่อจะไปกราบและคุยกับท่านอย่างธรรมดา ๆ เพราะไม่ได้มีกิจธุระสำคัญอันใด ขณะนั้นเป็นเวลาราวหนึ่งทุ่ม ท่านเสร็จจากทำวัตรค่ำแล้วและกำลังมีแขกเหรื่อไปสนทนาอยู่กับท่านราว
10 คน เมื่อเห็นดังนั้นนายแพทย์สุพจน์จึงถือโอกาสหลบบังเสาอยู่ห่าง ๆ ก่อน ยังไม่แสดงตัวให้ท่านรู้ คิดว่าเป็นเวลาค่ำมืดแล้วท่านคงจะไม่เห็นและไม่ทราบว่าเป็นใคร ทันใดนั้นเอง ท่านก็เรียกหาขึ้นมาทีเดียว

          “หมอรึ มานี่ ๆ”

          นายแพทย์สุพจน์ จึงต้องรีบคลานเข้าไปกราบท่านใกล้ ๆ

          “ไปบอกพ่อนะ พระที่กำลังทำอยู่ให้เลิกได้แล้ว” ท่านเอ่ยขึ้นแล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า

          “การทำพระนั้นต้องมีพิธีกรรม………”

          ทำเอานายแพทย์สุพจน์นั่งงงไปอีกครั้งหนึ่ง ทำไมท่านจึงทราบได้ว่าทางบ้านคลอง 16 ซึ่งอยู่ห่างไกลมากกำลังสร้างพระจากผงไตรมาสของท่าน ระยะนั้นก็ไม่มีใครทางบ้านไปมาหาสู่หรือได้พบปะบอกเล่ากันท่านเลย เฉพาะอย่างยิ่งนายแพทย์สุพจน์ซึ่งใกล้ชิดกับท่านมากที่สุดในหมู่บรรดาญาติด้วยกัน ก็ว่างเว้นมิได้เข้าไปในวัดเทพศิรินทร์ในระยะนั้นเป็นเวลานานพอดู แต่ท่านสามารถล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
บางคนเล่าว่า ท่านรู้จนกระทั่งในครั้งนั้นได้ทำพระตกเปื้อนน้ำครำไปองค์หนึ่ง เหตุเกิดเพราะได้เอาพระผงที่พิมพ์เสร็จแล้วนั้นไปผึ่งบนหลังคาครัวหลังบ้างซึ่งสร้างอย่างลวก ๆ มิได้มีความแข็งแรงสวยงามแต่อย่างไร เมื่อต้องรับน้ำหนักมาก ๆ เข้าหลังคาทานไม่ไหวก็หักพังลงมา ยังผลให้พระผงที่ผึ่งไว้หล่นกระจายไปอยู่กับพื้นดินและองค์หนึ่งร่วงไปอยู่ในน้ำครำสกปรก
  ท่านก็รู้และพูดจาว่ากล่าวได้ถูกต้องยิ่งกว่าตาเห็น

เรื่องราวเหตุการณ์ตรงจุดนี้ แม้"พุทธวงศ์"ก็เคยผ่านตา และจดจำได้อย่างแม่นยำ  แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง  ได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมตามปกติโดยการนั่งรถประจำทางจากกรุงเทพลงที่แยกพระประโทณ แล้วต่อรถสองแถวสายนครปฐม-บ้านแพ้วเข้าไปอีก 9 กิโลเมตรตามประสาที่ตอนนั้น ยังไม่มีรถเป็นของส่วนตัว(รถที่บ้านมี แต่ไม่ชอบขับ คิดฝันไปว่า รอให้รวยก่อนแล้วจะจ้างคนขับ  เราจะได้ชูคอไปชูคอมาอย่างมีความสุขอย่างสบายๆ แต่ไปๆมาๆ ยังไม่รวยพอเสียที เลยจำเป็นต้องขับด้วยตัวเองมันเสียเลยอะคับ)
แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน
ได้มีผู้ใหญ่ใจดีหลายท่านพานั่งรถเก๋งคันใหญ่ชั้นหรูราคาแพงมากราบหลวงพ่อแช่มอยู่บ่อยครั้ง  แต่พอต้องนั่งรถเมล์รถสองแถวมาเอง ก็อดให้นึกสะท้อนใจไปเสียมิได้  พลางอดที่จะคิด”ลองของ”ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีกลองเลยทีเดียวว่า
“เออ ตอนก่อน เรานั่งรถเก๋งมากับอาเสี่ยอาเจ๊ ดูหรูหราภูมิฐานดี  แต่ตอนนี้ เรามาแบบติดดินเหมือนตาสีตาสาทั่วไป  แล้วหลวงพ่อแช่มท่านจะเมตตาเราเหมือนแต่ก่อนหรือเปล่าหนอ..???”
คิดได้ดังนั้นแล้ว เมื่อไปถึงกุฏิหลวงพ่อแช่ม ได้เห็นญาติโยมจำนวนมากกำลังนมัสการหลวงพ่อแช่มอยู่  ใจหนึ่งก็ประหวัดถึงเรื่องนายแพทย์สุพจน์ที่ไปแอบหลบบังเสาหลบเจ้าคุณธมฺมวิตกฺโกได้  เมื่อผนวกกับความน้อยเนื้อต่ำใจในความต๊อกต๋อยของตัวเอง เลยเอาสองเรื่องมาผนวกกันในบัดดล  โดยแทนที่จะเข้าไปกราบหลวงพ่อแช่มทันที ก็กลับเดินเลี่ยงออกไปนั่งหลบหลังเสากุฏิ (ต้นนิดเดียว หลบอย่างไรก็หลบไม่มิดตัวแน่นอน) เหมือนหนึ่งตั้งใจจะลองของและลองใจหลวงพ่อแช่มเป็นการเฉพาะก็ไม่ปาน..!!!!!!!
                 
รอจนกระทั่งคนเริ่มซา  “พุทธวงศ์”จึงค่อยเยื้องกรายออกจาก
”หลังเสากุฏิหลวงพ่อแช่ม”ในสภาพที่น่าอนาถมิใช่เบา(หลบไม่มิดตัว ยังจะหลบอยู่ด๊าย)ไปกราบเท้าหลวงพ่อแช่ม พลางรายงานตัวทีเดียวว่า
“หลวงพ่อคร๊าบ นมัสการขอรับ”
เมื่อได้ฟัง แทนที่หลวงพ่อแช่มหันมาเจรจาด้วยมธุรสวจีอันเอื้ออาทรอย่างไม่มีใดเทียมเหมือนอย่างเคย   แต่คราวนี้ หลวงพ่อแช่มกลับปรายตามามองอย่างจริงจัง ก่อนเอ่ยวจีที่ออกจะเคร่งขรึมกว่าธรรมดา อันทำให้"พุทธวงศ์"แทบลงไปแดดิ้นสิ้นชีวาตรงนั้นเลยทีเดียวว่า
“เคยมาแล้ว  นั่งหลบหลังเสาอยู่ทำไม.???!!!???”

 File0469(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.131.xxx  |   เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2553 เวลา: 10:58:50 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                           ทำไมไม่อีก 2 ปีแล้วค่อยมา.??!!

                                เพราะเหตุที่มีความเคารพและรักในองค์หลวงพ่อแช่มเป็นอย่างยิ่ง   จนมีเหตุให้หาทางตะเกียกตะกายมากราบหลวงพ่อแช่มอยู่บ่อยครั้ง เพื่อซึมซาบความแช่มชื่นอิ่มเอมใจติดตัวกลับไปมิได้ว่างเว้น  แม้ฐานะการเงินในเวลานั้น จะยอบแยบเต็มที จนหลวงพ่อแช่มเมตตาว่า"นานๆมาทีก็ได้"   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ได้ตั้งสัจจาธิษฐานภายในใจเป็นการส่วนตัวว่า "จะมากราบหลวงพ่อแช่มทุกกึ่งเดือนตลอดไปจนกว่าหลวงพ่อหรือผมจะตายกันไปข้างหนึ่ง"เลยทีเดียว.!!!!!!!
ด้วยเหตุนี้ การมากราบกายสังขารหลวงพ่อแช่มครั้งท้ายสุดของ"พุทธวงศ์" จึงมีก่อนที่หลวงพ่อท่านจะมรณภาพเพียง "4" ว้นเท่านั้น(5 ธันวาคม 2536)
แต่ก่อนหน้านั้นราว 2 ปีเศษๆ (ราวปี 2534) มีอยู่ช่วงหนึ่ง "พุทธวงศ์"ได้เว้นว่างไปกราบนมัสการหลวงพ่อแช่มอยู่นานพอดู (ประมาณเดือนหรือเดือนเศษๆ)  จนกระทั่งวันหนึ่ง ทนคิดถึงท่านไม่ไหว จึงได้เดินทางไปกราบท่านที่วัดดอนยายหอมในเวลาต่อมาพลางกราบเรียนไปด้วยซื่อว่า
"นมัสการหลวงพ่อครับ  ไม่ได้มากราบหลวงพ่อนานพอดูเลยครับ"
เมื่อได้ฟัง  หลวงพ่อแช่มก็หันมาพูด น้ำเสียงเข้มงวดแบบดุๆอย่างยากยิ่งที่ใครอื่นจะเคยได้ยินมาก่อนทีเดียวว่า
"ทำไมไม่อีก 2 ปีแล้วค่อยมาล่ะ..!!!???"
ในชั้นแรก  "พุทธวงศ์"ก็ได้แต่สะดุ้งใจในน้ำเสียงที่ไม่ธรรมดาของหลวงพ่อแช่ม พลางงุนงงกับประโยคที่ว่า"ทำไม ไม่อีก 2 ปีแล้วค่อยมาล่ะ"ไม่หาย
ทำไมหลวงพ่อแช่มจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุผิดธรรมดาเช่นนั้น..????
และความหมายของประโยคที่ว่า มีความหมายที่แท้ว่าอย่างอย่างใดกัน.?????

จนกระทั่งเหตุการณ์ได้ล่วงเลยมาอีก 2 ปีเต็มๆ เมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2536  จึงได้เข้าใจ..........
 File0170.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.8.131.xxx  |   เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2553 เวลา: 11:00:26 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 File0468.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.11.76.xx  |   เมื่อ: 15 สิงหาคม 2553 เวลา: 12:46:22 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
หลักฐานจากหนังสือเก่าๆที่น้อยคนจะรู้หรือจดจำได้.....
 DSC02774.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 58.11.76.xx  |   เมื่อ: 15 สิงหาคม 2553 เวลา: 12:47:16 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 DSC02775.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 183.89.119.xx  |   เมื่อ: 9 ธันวาคม 2553 เวลา: 0:08:23 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                             สาลิกาลิ้นทอง

คือสิบกว่าปีก่อน ตอนที่หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมมรณภาพใหม่ๆ มีเพื่อนของพี่ชายแฟนผม แกเป็นญาติหลวงพ่อแช่ม มานั่งเล่าให้ฟังว่า ตอนแกบวชที่วัดดอนยายหอมแล้วจะสึก หลวงพ่อแช่มถามว่าเอาเหรียญรุ่นหนึ่งมั๊ย ท่านยังพอมีเก็บไว้ให้ลูกหลาน แต่พี่เขาไม่เอา หลวงพ่อเลยถามว่างั้นอยากได้อะไร แกเลยได้ทีรีบตอบว่าจะเอาสาลิกาลิ้นทอง หลวงพ่อแช่มได้ยินแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ จากนั้นก็ถามกลับมาว่ารู้ได้อย่างไรว่าหลวงลุงมี(หมายถึงได้วิชานี้ไว้) พี่เค้าก็ตอบว่าเดาเอา หลวงพ่อแช่มก็ถามต่อไปว่าทำไมอยากได้ พี่เขาก็เลยเล่าเรื่องพ่อของเขาให้หลวงพ่อแช่มฟังว่าในสมัยหลวงพ่อเงิน ได้ลงที่ฟันกับลิ้นให้พ่อเค้า
  จากนั้นมาพ่อเขาก็ได้เมียมากมายแต่ที่เอามาอยู่ด้วยก็สาม เมียคนที่สาม ก็คือแม่ของพี่เขานั่นเอง แต่อีกไม่นาน ตอนพ่อเขาซึ่งอายุกว่า๖๐ปีก็ได้เด็กอายุ๑๖มาเป็นคนที่๔อีก ทีนี้แม่เขาเกิดทนไม่ได้จึงไปฟ้องและต่อว่าหลวงพ่อเงินว่าเป็นเพราะท่านนั่นแหล่ะไปลงสาลิกาลิ้นทองให้ไอ้...(ชื่อพ่อของพี่เขา).....มัน  ถึงได้เป็นอย่างนี้ ทำเอาหลวงพ่อเงินต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการมาถึงบ้านโยม......(พ่อของพี่เขา).... พอเจอหน้ากันเท่านั้นแหล่ะ หลวงพ่อเงินท่านก็พูดว่า โยม..(ชื่อ)....ไอ้ที่หลวงอาเคยลงสาลิกาลิ้นทองให้ไว้นั่น หลวงอาขอคืนนะ พอกล่าวเสร็จหลวงพ่อเงินท่านก็เดินกลับวัดไป ปรากฏว่ารุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาพ่อของพี่เขาฟันร่วง๔ซีกเลย และ๔ซีกนี้คือซีกที่หลวงพ่อเงินเคยลงสาลิกาไว้ให้เมื่อหลายสิบปีก่อน

                                ศิษย์อริยะ

                                                                                                                  ที่มา , คุณมงคลชัย เหล่างาม

 925m(6)(2)(22).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 183.89.99.xx  |   เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2554 เวลา: 9:20:00 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

หลวงปู่แช่ม วัดดอนยายหอม
         ผมได้ไปกราบหลวงปู่แช่มครั้งแรก  ประมาณปี30หรืออาจหลังจากนั้นนิดหน่อย  ช่วงนั้นไปกับเพื่อนๆเช่ารถตู้ไปตระเวนกราบเกจิสายนครปฐม  ก็เริ่มจากองค์นี้และก็ไม่ผิดหวัง  หลวงปู่นั่งต้อนรับญาติโยม  บริเวณหน้ากุฏิท่านใครไปกราบท่านก็จะมีวัตถุมงคลเช่นเหรียญหลวงพ่อเงิน เสมาเหรียญเล็กๆ  ผ้ายันต์ที่ใช้ผ้าจีวรห่อม้วน(2ผืน)เข้าด้วยกันและมัดด้วยเชือกจระเข้ขบที่เลื่องลือของท่าน  แจกทีละเป็นกำมือ  ถ้ามีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆไปกราบท่านจะหยอกโดยเอาเหรียญเดาะเล่นในมือ  แล้วเด็กก็จะเดินเตาะแตะไปคว้าเหรียญจากมือท่าน ดูแล้วน่ารักสุดๆ  ผมไปกราบท่านหลายครั้ง  บางครั้งก็ได้เหรียญเสมาใหญ่รูปท่านเองหรือเหรียญรูปไข่หน้าหลวงพ่อเงิน หลังหลวงปู่แช่มปี16ที่ท่านปั๊มออกมาอยู่เรื่อยๆ......เหรียญไม่มีราคาเล่นหา  แต่รับมากับมือ
            ตรงหน้าที่หลวงปู่นั่ง  จะมีกระปุกแป้งเจิมและไม้เจิมอันเล็กๆ  ใครบูชาวัตถุมงคลท่านก็จะเจิมให้ด้วยแป้งกระปุกนั้น  ใครให้ท่านเจิมมือเจิมหน้า ท่านก็สงเคราะห์ให้ ยุคนั้นใครออกจากวัดดอนยายหอมจะมีสัญลักษณ์หน้าผากขาวติดออกมาทุกคน  แต่ที่ผมประทับใจก็ตอนท่านเจิมพระบูชา  ท่านจะพูดว่า.......นี่พระสังกัจจายน์ของใคร.....นี่หลวงพ่อเงินของใคร......แล้วที่ติดหูติดตาจนทุกวันนี้ก็ตอนท่านเจิมรูปเหมือนท่านเอง  แล้วพูดว่า....นี่อาตมาของใครมารับไป.......เห็นแล้วชอบเลยกดมาซะ 2 อาตมา
             ผู้ชายที่ไปหาท่าน  ท่านจะเรียกว่าเถ้าแก่  ส่วนผู้หญิงท่านจะเรียกคุณนาย (หลวงปู่เรียกผมมาหลายปีแล้ว  ตอนนี้ผมเป็นเฒ่าแก่แล้วครับ)
           ถ้ามีใครนำของไปถวายท่าน  หลังจากท่านรับประเคนแล้ว  ท่านจะแบ่งคืนมาให้บางส่วน  บอกว่าเอากลับมากินกันท่านเสกให้แล้ว

 

หลวงปู่แช่ม  วัดดอนยายหอม
          เขาเล่าว่า..........
          มีคณะศรัทธาธรรมจากนครปฐม  ไปกราบหลวงปู่แหวน  ถึงวัดดอยแม่ปั๋ง  เชียงใหม่ เมื่อหลวงปู่แหวนรู้ว่ามาจากนครปฐม  ท่านก็บอกว่าทำไมต้องดั้นด้นมาไกลถึงขนาดนี้  ที่นครปฐมก็มีพระดี ชื่อท่านแช่ม อยู่วัดดอนยายหอม
            น้ำมนต์หลวงปู่แช่ม  เทไม่ออกจากขวด(ตำนานน้ำมนต์เทไม่ออก  มีเรื่องที่ไปอ้างกันหลายวัด  แต่เรื่องของหลวงปู่แช่ม  มีบันทึกในหนังสือประวัติหลวงปู่ฉบับของวัด และญาติห่างๆของผมที่อยู่ละแวกวัดกลางบางแก้ว ก็เล่าให้ฟัง ซึ่งครอบครัวนี้เดิมขึ้นกับหลวงปู่เพิ่ม  เมื่อสิ้นหลวงปู่เพิ่ม ก็มาเทใจให้หลวงปู่แช่มจนหมด)โดยเล่าว่าในสมัยที่หลวงพ่อเงินยังอยู่ มีชายคนนึงจะไปขอน้ำมนต์จากหลวงพ่อเงิน แต่ท่านติดกิจนิมนต์นอกวัด  พระในวัดจึงแนะนำให้ไปขอกับหลวงปู่แช่มก็ได้  หลังจากได้รับใส่ขวดมาแล้ว  เมื่อจะพ้นประตูวัดเห็นหลวงพ่อเงินนั่งรถกลับมา  จึงจะเทน้ำมนต์หลวงปู่แช่มทิ้ง  แต่น้ำมนต์หาได้ไหลออกจากขวดไม่  จนต้องยอมสยบกับความขลังว่า......หลวงพ่อเล็กก็ขลังไม่แพ้หลวงพ่อใหญ่......
         เชือกจระเข้ขบผูกข้อมือเส้นเล็กๆ  คุ้มครองสาวโรงงานรอดตายจากการถูกยิงไม่เข้า(ในหนังสือประวัติฉบับของวัดมีระบุชื่อบุคคลในข่าวไว้ด้วย)
         หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญที่โด่งดังเรื่องเชือกเบญจรงค์ ได้รับวิชานี้จากหลวงปู่แช่ม  โดยในหนังสือที่อ่านเจอบอกว่า  ท่านเรียนถักจากหลวงปู่ใจและเรียนผูกกับหลวงปู่แช่ม  ซึ่งปมไหมเบญจรงค์หลวงปู่หยอดก็เป็นแบบเดียวกับปมของเชือกจระเข้ขบของหลวงปู่แช่ม
           ในช่วงที่หลวงปู่แช่มยังอยู่  นอกจากการต้อนรับญาติโยมอย่างเสมอภาคกันแล้ว  ตอนที่จะกราบนมัสการลาท่าน  ท่านจะพรมน้ำมนต์ให้พร้อมกับให้พรที่ดูเรียบง่ายแต่กินใจดังนี้.......ขอให้เฮงๆรวยๆ  ร้ายๆซวยๆจงไปซะให้หมด  อย่าได้มารบกวนญาติโยมทั้งหลาย  เกี่ยวกับการทำมาค้าขาย ก็ขอให้ซื้อง่ายขายคล่อง เงินทองไหลมาเทมา  ถ้าทำราชการ ก็ขอให้ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ได้เงินได้ทองเยอะๆ ขอให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขทั่วๆกันนะ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง..........
.........สาธุ   ขอกราบน้อมระลึกถึงหลวงปู่ และจารึกไว้ในความทรงจำตลอดกาล.......

 

หลวงปู่แช่ม  วัดดอนยายหอม
         หลังจากไปหาในช่วงแรกๆประมาณ3ครั้ง  ผมก็ว่างเว้นไปประมาณ 3-4ปี  กลับไปหาใหม่อีกครั้ง  หลวงปู่ผอมซูบไปถนัดตา  บริเวณใกล้ๆที่ท่านนั่งต้อนรับญาติโยม  มีป้ายกำหนดเวลาเข้ากราบนมัสการหลวงปู่  แต่ดูท่านไม่ได้แยแสกับคำแนะนำของแพทย์เลย  ผมไปทีไรก็เจอท่านนั่งอยู่ที่เดิม  ไม่เคยเห็นท่านลุกไปไหนเลย  ในชีวิตไปกราบท่านร่วม 10ครั้ง  ผมเจอท่านทุกครั้ง มีอยู่ครั้งนึงที่เกือบไม่ได้เจอ เพราะท่านไปกิจนิมนต์  ผมตั้งท่าจะกลับอยู่แล้ว  เจอท่านลงจากรถและเห็นมีญาติโยมรออยู่  ท่านก็รีบเข้าประจำตำแหน่งท่านทันที  ไม่มีแม้แต่จะนั่งพักเหนื่อยหรือเข้าห้องน้ำก่อนมาสงเคราะห์ผู้ศรัทธา
          ถึงแม้ท่านจะผอมไปมาก  แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความเมตตาเกินประมาณของท่าน  และวัตถุมงคลที่ท่านแจกให้ก็เป็นแบบเดิมๆ  ผมได้มาจนต้องบอกท่านว่า.......หลวงปู่ครับ  ผมได้มาเยอะแล้ว อยากได้ของก้นย่ามหลวงปู่บ้าง.....คิดว่าท่านจะล้วงลงไปในย่ามหาอะไรมาให้  แต่ผิดคาด  หลวงปู่ยื่นย่ามมาให้ทั้งใบแล้วบอกว่า.....เอ้า  ลองหาดู มีอะไรที่อยากได้หรือเปล่า.....ปรากฏว่า ในย่ามหลวงปู่มีเพียงสายสิญจน์1ม้วน และมีด 1เล่ม ไว้สงเคราะห์ทำมงคลคล้องคอและด้ายผูกข้อมือให้ญาติโยม  นอกจากนั้น มีเหรียญเสมาหลวงพ่อเงินเหรียญเล็กๆแบบที่ท่านแจก  อยู่ก้นย่าม 1เหรียญ  และมีกระเป๋าเงินที่มีแบงค์10 แบงค์20 ติดกระเป๋าอยู่ไม่กี่ใบ   สำหรับกระเป๋าเงินของท่าน  ท่านก็ไม่เคยใส่ใจว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าหรือไม่ มีอยู่เท่าไหร่  ผมเคยเจอคนสติไม่ดีที่ท่านสงเคราะห์อยู่ในวัด  เข้ามายกมือไหว้ท่าน  แล้วบอกว่า......หลวงพ่อ  ขอตังค์หน่อย...ท่านก็หยิบกระเป๋าเงินทั้งใบส่งให้เฉย  ไม่สนใจเลยว่าหมอจะหยิบไปเท่าไหร่
         ครับ.......นี่ล่ะ  อริยะเมตตา  ที่ผมเลือกไปกราบเป็นองค์แรก  ผมเลือกไม่ผิดเลยใช่ไหม??
         กราบหลวงปู่แช่ม   ยังรำลึกถึงอยู่ไม่เสื่อมคลาย       

 

หลวงปู่แช่ม  วัดดอนยายหอม
          ในช่วงปลายชีวิตหลวงปู่  สมัยเหรียญเจ้าสัวเฟื่องฟู  มีออกกันเป็นร้อยเป็นพันวัดในยุคนั้น  ส่วนใหญ่จะเลียนแบบเจ้าสัวหลวงปู่บุญ  วัดกลางบางแก้วแทบจะเป็นฝาแฝด  มีดัดแปลงบ้างก็ให้มีโค้ดหรือยันต์ด้านหลังที่แตกต่าง  วัดดอนยายหอมก็มีสร้างออกมา2พิมพ์  พิมพ์หนึ่งเป็นทรงคล้ายของวัดกลางบางแก้ว  แต่ด้านหลังเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์  ส่วนอีกพิมพ์ที่ผมชอบคือพิมพ์ที่ประยุกต์เหรียญหล่อชินราชหลวงพ่อเงิน  และด้านหลังระบุว่า...เจ้าสัว  หลวงพ่อแช่ม....ผมว่างาม,ลงตัวและเป็นเอกลักษณ์ดี
            ช่วงนั้นผมเข้าไปที่วัดแล้วบูชาเหรียญเจ้าสัวทั้ง2พิมพ์  และให้หลวงปู่เจิมให้  ตอนนั้นคนที่เข้าไปกราบท่านค่อนข้างมาก  ผมจึงไม่ได้คุยเป็นส่วนตัว  รอเมื่อผู้คนซาลง ผมจึงจะเข้าไปกราบลาท่าน แล้วถามท่านว่า...หลวงปู่  สร้างเหรียญเจ้าสัวด้วยหรือครับ.....ท่านพยักหน้า  และร้องเรียกกรรมการวัดว่า.....ทิดๆ  เอาเหรียญเจ้าสัวมาแจกโยมเขาคนละเหรียญ  เร็ว.....ผมเกรงใจท่าน  ต้องบอกท่านว่า.....ไม่ต้องครับหลวงปู่  ผมบูชามาแล้วทั้ง2พิมพ์......(ในช่วงนั้น  วัตถุมงคลส่วนใหญ่ของท่าน  ค่าบูชาหลักสิบยกเว้นพระกริ่ง,พระบูชาและพระตระกูลเนื้อแร่ทั้งหลาย  แต่เหรียญเจ้าสัวตั้งราคาทำบุญไว้ที่300  หลวงปู่จะแจกให้เฉย)
         ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม  ต่อจากหลวงพ่อเงิน  ตอนบวชดูเหมือนหลวงพ่อเงินจะเป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้ด้วย  แต่ท่านไม่วัดรอยเท้าครูบาอาจารย์  มีวัตถุมงคลรุ่นหนึ่งของท่าน ที่ผมเห็นครั้งแรกแล้วอดยิ้มไม่ได้  เป็นพระผงสมเด็จด้านหลังเป็นรูปเหมือนท่านเองครึ่งองค์  กรรมการวัดยุคนั้นเรียกว่าพระสมเด็จเงินล้าน  แต่ของจริงด้านหลังใต้รูปหลวงปู่  ประทับตัวอักษรว่า....แช่มล้าน.....ท่านไม่ใช้คำว่าเงินล้าน อาจเพราะเป็นชื่อครูบาอาจารย์ แต่ก็ดูเก๋ไปอีกแบบ  ทั้งแช่มชื่นและมีเงินล้าน......ทั้งรวยและมีความสุข   ใครบ้างไม่ชอบ

 

หลวงปู่แช่ม  วัดดอนยายหอม
           นอกจากจะเป็นพระเกจิที่แสดงออกด้านเมตตาอย่างสูงแล้ว  ด้านพลังจิตของหลวงปู่แช่ม ก็นับว่าไม่ธรรมดา  เหรียญรุ่นสุดท้ายของท่านที่สร้างเพื่อหาทุนสร้างโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม  พระครูอวยพรหลานท่านจะจัดพุทธาภิเษกหมู่  ท่านบอกกับพระครูอวยพรว่า......ฉันกับพระครู2คนก็พอแล้ว.......แล้วในวันปลุกเสกที่ท่านนั่งเสกกับพระครูอวยพร  บนศาลาหอสวดมนต์  ท่านก็อัดซะหลังคาหอสวดมนต์ระเบิด
              แม้แต่มรณภาพ  ก็ไม่รบกวนศิษย์ให้เดือดร้อน........ในวัย87ของหลวงปู่ไม่มีอาการให้เห็นว่าท่านอาพาธหนัก  ถึงขนาดต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเลย   แต่ใครบ้างจะคิดว่า เช้ามืดวันที่9ธันวาคม 2536หลวงปู่ได้ละสังขารในกุฏิของท่าน  โดยไม่ได้สร้างภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลหรือความกังวลให้กับวัดและลูกศิษย์  มีแต่ทุกคนที่รู้ต่างก็ช็อคไปตามๆกัน  ไม่อยากจะเชื่อ  แต่ก็เป็นไปแล้ว  เมื่อมรณภาพยังฝากความทรงจำด้วยการมรณภาพอย่างสงบ  ด้วยท่าสีหไสยาสน์.......สิ้นสงสัยในองค์หลวงปู่  
              หลวงปู่แช่มมรณภาพด้วยวัย87ปี 67พรรษา ญาติห่างๆผมที่อยู่นครปฐม  รื้อฟื้นความจำให้ผมว่าคนนครปฐม ถูกหวยกันเกือบยกจังหวัด เพราะงวดนั้นหวยออก 67
           จากวันที่หลวงปู่มรณภาพไปแล้ว  นับเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว  เมื่อ2-3ปีที่ผ่านมาผมแวะเข้าไปวัดดอนยายหอม  ก็ขอชมเชยทางวัดที่อนุรักษ์บริเวณที่หลวงปู่เคยต้อนรับญาติโยมไว้เหมือนเดิม  ต่างกันแค่เพียงมีรูปบานใหญ่ตั้งไว้แทนองค์หลวงปู่  ซึ่งก็นับว่าเหมาะสมแล้ว เพราะสถานที่ตรงนั้นไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะประทับ  ยกเว้นแต่เพียงอริยะเมตตาแห่งดอนยายหอมรูปนี้รูปเดียวเท่านั้น  ถึงจะมีรูปบานใหญ่แทนองค์หลวงปู่  ทุกครั้งที่เห็นอดคิดถึงความเมตตาที่เคยได้รับมาในอดีตไม่ได้    ณ.วันนี้ ไม่มีแล้ว หลวงปู่ที่เจิมมือเจิมหน้าให้ศิษย์ ไม่ได้ยินพรที่เป็นเอกลักษณ์......ขอให้เฮงๆรวยๆ.......มานานแสนนานแล้ว
              หลวงปู่แช่ม วัดดอนยายหอม พระเกจิรูปแรก ที่ผมเลือกไปนมัสการจากการรู้จักจากหนังสือพระ พระเกจิที่ผมเลือกให้เจิมรถคันแรกในชีวิตของผม  จากวันนั้น....วันแรกที่ไปกราบหลวงปู่  จวบจนวันนี้  ยังไม่มีเกจิรูปไหนที่จะทัดเทียมหลวงปู่ได้ในเรื่องของความเมตตา
..............กราบนมัสการหลวงปู่

โดย chanunt

http://www.108prageji.com

 
 4444(7)(101)(18).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 183.89.223.xx  |   เมื่อ: 26 ตุลาคม 2554 เวลา: 0:21:40 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"หลวงพ่อแช่มท่านมีกิริยามารยาทเรียบร้อย นอบน้อมถ่อมตนและอ่อนโยนแช่มช้อยสมชื่อท่านจริงๆ แม้แต่หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม ก็ยังกล่าวชมเชยหลวงพ่อแช่มว่า ท่านเป็นพระที่นอบน้อมถ่อมตนกล่าวคือ หลวงพ่ออุตตมะท่านเคยถามศิษย์ของท่านว่า รู้จักหลวงพ่อองค์นั้นไหม(หมายถึงหลวงพ่อแช่ม)ศิษย์ตอบว่า รู้จัก หลวงพ่อองค์นั้นชื่อหลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม หลวงพ่ออุตตมะถามต่อว่า ฉันกับหลวงพ่อแช่มใครพรรษามากกว่ากัน ศิษย์ตอบว่า หลวงพ่อแช่มพรรษามากกว่า(หลวงพ่ออุตตมะเกิดปี พ.ศ.๒๔๕๓ ) หลวงพ่ออุตตมะกล่าวชมหลวงพ่อแช่มว่า ท่านเป็นพระที่อ่อนน้อมถ่อมตนจริงๆเจอฉันในพิธีพุทธาภิเษกทีไรจะรีบเข้ามาไหว้ทักทายก่อนทุกครั้ง ต่อไปนี้ถ้าฉันเจอหลวงพ่อแช่มฉันจะต้องรีบไปไหว้ทักทายท่านก่อน"
 4444(7)(58)(23).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 171.7.169.xxx  |   เมื่อ: 10 ธันวาคม 2554 เวลา: 22:13:12 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                                             เหรียญรุ่นใหม่อนาคตไกลของหลวงพ่อแช่ม
 
เมื่อหลวงพ่อแช่มได้รับอุปถัมภ์สร้างตึกคนไข้พิเศษ โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม (พ.ศ.๒๕๓๕) เป็นตึก ๔ ชั้น ขณะนั้นหลวงพ่อแช่มอายุ ๘๕ ปี การสร้างตึกคนไข้พิเศษต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จำนวน ๒๕ ล้านบาท จึงได้มีการจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อแช่มขึ้นมา เหรียญหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม สร้างเป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อแช่มครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่พาดสังฆาฏิ ด้านหนังเป็นยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ ตามแบบฉบับของหลวงพ่อแช่ม สร้างเป็นเนื้อทองคำ เงิน นวะโลหะ และทองแดง จำนวน ๕๐,๐๐๐ เหรียญ ในครั้งแรก คณะกรรมการสร้างวัตถุมงคลเหรียญหลวงพ่อแช่มรุ่นดังกล่าวจะจัดพิธีพุทธาภิเษก นิมนต์พระเกจิอาจารย์ในจังหวัดนครปฐมมาร่วมนั่งปรกปลุกเสก จึงได้เข้าไปปรึกษาหลวงพ่อแช่ม เมื่อหลวงพ่อแช่มได้ฟังท่านก็นั่งนิ่งแล้วต่อมาก็ยิ้มๆ ด้วยความเมตตา แล้วก็ปรารภว่า ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ ชาติเสือไม่ต้องขอเนื้อใครกิน ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อแช่มและหลวงพ่ออวยพรจึงได้ร่วมกันปลุกเสกเหรียญรุ่นพิเศษ สร้างตึกคนไข้โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม พิธีปลุกเสกจัดขึ้นเวลากลางคืนที่ตึกกรรมฐานบูรพาจารย์ของวัดดอนยายหอม โดยหลวงพ่อแช่มเป็นผู้จุดเทียนชัย หลังจากนั้นท่านก็นั่งบริกรรมภาวนา โดยมีหลวงพ่ออวยพรร่วมนั่งปรกปลุกเสกด้วย เมื่อนั่งปรกไปได้ระยะหนึ่งปรากฏมีเสียงระเบิดขึ้นที่หลังคาหอกรรมฐาน คณะกรรมการวัดจึงปีนขึ้นไปดู พบว่ากระเบื้องหลังคาแตกเป็น รูใหญ่ ทุกคนเชื่อว่าเป็นพลังจิตตานุภาพของหลวงพ่อแช่มและหลวงพ่อพระครูอวยพรที่นั่งปรกแผ่กระแสจิตออกมาอย่างเต็มที่จนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้พากันเรียกเหรียญหลวงพ่อแช่มรุ่นนี้ว่า รุ่นหลังคาระเบิด ประชาชนที่ทราบข่าวพากันมาเช่าบูชาเหรียญรุ่นหลังคาระเบิดอย่างเนืองแน่น ทั้งนี้เพราะเชื่อมั่นว่าเหรียญรุ่นนี้มีพลังพุทธคุณสูงเป็นพิเศษ ทำให้ได้เงินสมทบทุนสร้างตึกคนไข้พิเศษสำเร็จเสร็จสิ้นภายในปีเดียว รวมงบประมาณ ๒๕ ล้านบาทเศษ โรงพยาบาลศูนย์นครปฐมได้ตั้งชื่อตึกดังกล่าวนี้ว่าอาคารพระครูเกษมธรรมนันท์ (หลวงพ่อแช่ม) และได้หล่อรูปเหมือนหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมไว้ที่หน้าตึก เพื่อให้คนได้สักการะบูชา และรำลึกถึงคุณความดีที่ท่านได้อุปถัมภ์จนสามารถสร้างอาคารหลังนี้ได้เป็นผลสำเร็จ
 b21-04-11-15-04-18-1.jpg
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.129.xx  |   เมื่อ: 25 ธันวาคม 2554 เวลา: 23:57:29 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                                   หลวงพ่อแช่มกับหลวงปู่บุดดา..??!!
                      
ก่อนที่หลวงพ่อแช่มจะมรณภาพได้ไม่กี่เดือน หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข สิงห์บุรีได้เดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่อแช่มจนถึงวัดดอนยายหอม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหลวงปู่บุดดาจึงมาเยี่ยมหลวงพ่อแช่ม ทั้งๆที่ทั้งสององค์ไม่มีประวัติเกี่ยวเนื่องในทางใดๆเลย ยกเว้นแต่อาจจะได้เคยนั่งปรกพุทธาภิเษกด้วยกันเท่านั้น
คาดเดาเอาว่า หลวงปู่บุดดาอาจจะหยั่งทราบด้วยญาณรู้ว่า หลวงพ่อแช่มใกล้จะดับขันธ์แล้ว เลยมาเยี่ยมจนถึงที่เป็นครั้งสุดท้าย ก็อาจเป็นไปได้อย่างมาก
ก่อนกลับ หลวงปู่บุดดาได้ถวายหมวกไหมพรมให้หลวงพ่อแช่มไว้ใบหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อแช่มก็ได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี แม้วันที่หลวงพ่อแช่มมรณภาพเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2536  ศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่งก็ได้บอกแก่"พุทธวงศ์"ว่า
หลวงพ่อแช่มก็ได้สวมหมวกไหมพรมของหลวงปู่บุดดาตอนละสังขารด้วย
 DSCF66900.gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 27.130.129.xx  |   เมื่อ: 26 ธันวาคม 2554 เวลา: 0:01:47 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
เสียดายว่า ตอนหลวงพ่อแช่มมรณภาพ ไม่มีใครถ่ายรูปลักษณาการแห่งการดับขันธ์ซึ่งอยู่ในท่าสีหไสยาสน์แบบเดียวกับท่านิพพานของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรอย่างงดงามยิ่งของหลวงพ่อแช่มเอาไว้
แต่ที่สังเกตได้ก่อนหน้านั้นก็คือ หลวงพ่อแช่มจะห่มสังฆาฏิแบบแปลกๆกว่าที่เคยเห็นตามปกติ กล่าวคือ แทนที่จะพาดสังฆาฏิห้อยลงมาตามปกติ แต่หลวงพ่อแช่มกลับตวัดปลายสอดเข้าในจีวรอีกทีคล้ายๆแบบหลวงปู่บุดดาครองอยู่เป็นประจำอย่างผิดธรรมดา ซึ่ง"พุทธวงศ์"ก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าวตั้งแต่สมัยหลวงพ่อแช่มยังไม่ละสังขารแล้ว
เชื่อว่า หลวงพ่อแช่มคงจะหยั่งรู้ถึงคุณธรรมอันสูงสุดยอดของหลวงปู่บุดดา ทำให้มีความเคารพและนับถือหลวงปู่บุดดาเป็นอาจารย์อีกองค์หนึ่ง หลวงพ่อแช่มจึงให้ความเคารพอย่างสูงและได้เจริญรอยตามปฏิปทาบางอย่างของหลวงปู่บุดดาอย่างที่น้อยคนนักจะล่วงรู้และคาดถึงดังกล่าวนี้
 
 File0516(1).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
  IP : 14.207.237.xxx  |   เมื่อ: 9 ตุลาคม 2555 เวลา: 10:24:54 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
                                                                         ปลอมหลวงพ่อแช่ม..!!!!!!!!!
แม้ความเป็น"อริยเมตตา"ของหลวงพ่อแช่มจะยังไม่อาจจะมีท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งปลอมแปลงหรือเลียนแบบได้ตราบเท่าถึงวินาทีนี้ก็ตาม แต่"พระเครื่อง"ของหลวงพ่อแช่ม ก็ได้มีผู้ปลอมแปลงและลอกเลียนแบบมาไม่น้อย ชนิดน้ำนิ่งไหลลึกมาพอประมาณแล้ว  ในฐานะที่"พุทธวงศ์"ได้เคยกราบไหว้ใกล้ชิดและเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อแช่มอย่างยิ่งมาแต่ก่อน มิปรารถนาจะให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านต้องมามัวหมองด้วยการแห่งทุจริตชนเช่นนี้ จึงเห็นสมควรที่จะกล่าวเตือนให้ผู้ที่สนใจศรัทธาได้ระแวดระวังไว้  ก่อนที่จะเสียเงินแท้ๆแต่ได้พระปลอมๆมาให้เสียศรัทธาและอารมณ์สืบต่อไปทีเดียว
พระเครื่องหลวงพ่อแช่มที่มีการทำปลอมตอนนี้ มีดังนี้
1. เหรียญ 67 รุ่นแรก(ปลอมมานานแล้ว)
2. พระปิดตาเนื้อแร่
3.พระปิดตายันต์ยุ่ง
4.เหรียญหล่อคอน้ำเต้า
5.เหรียญหล่อหน้าเสือ
6.เหรียญหล่อเจ้าสัว 2 หน้า
7.เหรียญโบว์
 pp(6).gif
"เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)  [webmaster]
[ หน้าที่ 1 จาก 2 ] 1  2   ถัดไป>  หน้าสุดท้าย>>


ข้อความที่ปรากฎ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ทุกความคิดเห็น
ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ และถ้าพบเห็นข้อความใดที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย
กรุณาแจ้งมาที่ Contact Us เพื่อให้ทีมงานได้ทราบ และดำเนินการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป